ดัชนีโลหิต

ดัชนีโลหิต

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 21 ฟ้าฝน พายุ


ต้นหลิวลู่ลมพัดโอนเอนไปมา  ใบที่ยาวระย้ากวัดแกว่งไปตามสายลม แม้จะไม่ค่อยให้ร่มเงามากนัก แต่ก็เหมือนงูร้ายที่เต้นเร่าในสายลม

บนทางเดินที่ผ่านต้นหลิวนี้ ปรากฏชายสองคน แต่งตัวเหมือนคนชนบททั่วไป ค่อยๆ เดินเท้า  เหมือน ปู่กับหลาน ที่เดินทางมาด้วยกัน มุ่งหน้าลงสู่ทางตะวันออก 


"ท่านเอี้ยกงกง.. เอ้อ  ท่านผู้เฒ่า มานั่งหลบแดดฝั่งนี้ก่อน อีกไม่ไกล ก็ถึงชายทะเล ค่อยเช่าเรือเดินทาง คงสบายกว่านี้"  เสียงของหนุ่มร่างกำยำ เดินนำคนแก่ในเสื้อคลุมเก่าคร่ำคร่า แม้จะแก่ แต่ก็เดินหลังตรง ดวงตาวาบวับไปด้วยความแค้น

" นึกไม่ถึง เราก็ต้องมีวันนี้ แคก แคก  " เอี้ยกงกง ในชุดชาวชนบท กล่าวด้วยความเหนื่อยอ่อน

"เมื่อยังเหลือแมกไม้ไว้ จะกลัวไร้ฟืนไฟไปไยกัน วันข้างหน้าเรากลับไปทวงความยุติธรรมได้ " หนุ่มร่างกำยำ กล่าวให้กำลังใจกับท่านเอี้ย

"ตัวข้าเอง ยังไม่เท่าไหร่ แต่ทางพวกฝ่ายในน่ะซิ ดูท่าแล้วคงไม่ดีนัก แคก แคก แคก" เอี้ยกงกง ส่งเสียงพร้อมสอดส่องดู รอบๆ ตัว

"แวะร้านน้ำชา ริมทางดื่มดับกระหายกันสักหน่อย เถอะ" เสียงเอี้ยกงกงลอดผ่านริมฝีปากที่แห้งผาก


ถ้วยที่มีชาควันกรุ่น ระเหยบางๆ ถูกเสี่ยวเอ้อ นำมาวางบนโต๊ะ 
หลังจากดื่มไปจอกที่สามแล้ว เดินลมปราณไปหนึ่งรอบ ความเมื่อยล้า ก็สลายไป 

นึกถึงเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ยังเดินวางอำนาจอยู่ในวัง เข้านอกออกในได้ตามใจปรารถนา
จะชี้จะสั่งอะไร ได้ตามต้องการ แม้ไม่มีชื่อบันทึกไว้ว่าได้ปกครองทวยราษฎร์ แต่ก็เสพสุขดุจอยู่บนสรวงสวรรค์

"ฮ่องเต้ ท่านก็ไว้วางใจให้ดูแลเรื่องราวต่างๆ มากมาย ไม่นึกเลย แค่ฮ่องเต้ทรงประชวร ไม่อาจออกมาเจอขุนนางอำมาตย์ได้ เรื่องราวกลับวุ่นวายดังนี้..เฮ้ออ"  เอี้ยกงกงถึงกับทอดถอนหายใจ 

ข่าวจากแพทย์หลวง บอกว่าอาการของท่านคงหนักไปเรื่อยๆ ยาอะไรก็คงเอาไว้ไม่อยู่

นึกไม่ถึง องค์ชายเจ็ดจะลอบวางกำลังคนเอาไว้ โดยเราไม่รู้สึกตัว เพียงพลิกฝ่ามือ กองกำลังภายใน ก็ถูกสับเปลี่ยนหมดอย่างกะทันหัน แม้ตัวเราจะอาศัยวิทยายุทธที่ไร้ผู้ต่อต้าน แต่ด้วยกำลังคน ที่ถาโถมมา ก็คงหมดแรงไปก่อน 

ทางแก้ไขพลิกให้ชนะนั้นคงยาก ชนะแล้วจะเป็นอย่างไร  เพราะเราก็เป็นเพียงขันทีชรา ยากหนักหนาที่จะให้เหมือนเดิม  แต่ถ้าเพียงรักษาชีวิตชราเราไว้ กลับไม่ได้ยากเย็น 

นึกไม่ถึงองค์ชายเจ็ดจะร้ายกาจเช่นนี้  อยู่ไกลถึงต่างแดน ถึงเวลา กลับจัดการเหตุการณ์วังใน อย่างหมดจด รวดเร็ว เด็ดขาด




มาคราวนี้ ต้องหนีหัวซุกหัวซุน ออกมากับ คนสนิทเพียงคนเดียว

"ไม่ทราบท่านได้ข่าว ก้งจู้บ้างไหม" เอี้ยกงกง รำพึง เบาๆ
" อาจจะ เดินทางขึ้นเหนือไปแล้วไม่ได้กลับ พระราชวัง  น่าจะยังพักอยู่ที่บ้านพักตากอากาศทางเหนือ 

"เห็นว่าข้าราชการฝ่ายใน ที่เป็นฝ่ายชายไม่ว่าจะแก่เฒ่ารุ่นไหน ก็ต้องไปรายงานตัวใหม่กับองค์ชาย  มีการสอบประวัติใหม่ และให้ฝึกภาคสนาม เหมือนดั่งตอนเพิ่งเข้ารับราชการ"  หนุ่มร่างกำยำพูดเสียงเรียบๆ


"แล้ว พวกท่านผู้หญิงทั้งหลายที่เคยอยู่ในวังทั้งเขตนอกเขตในเป็นไง มีข่าวไหม" เอี้ยกงกง สอบถาม

" สนมนางใน ข้าราชการฝ่ายต่างๆ ที่เป็นหญิง ก็ต้องปรับระเบียบใหม่ ทั้งเครื่องแต่งตัวให้แต่งเครื่องแบบ ที่องค์ชายอนุญาตเท่านั้น ไม่อาจตบแต่งตามใจ  แม้แต่ทรงผม ก็ให้ตัดดุจดังบุรุษหนุ่ม หมดความงาม อย่าว่าแต่นางกำนัลเล็กน้อย 
แม้แต่ ท่านผู้หญิงเจี่ยตู้จวน และพวก ก็ไม่พ้นชะตากรรม แก่เฒ่าดุจไม้ใกล้ฝั่งแล้ว ก็ยังต้องไปฝึกภาคสนาม" หนุ่มร่างกำยำ ยิ่งรายงานยิ่งเสียงเข้มขึ้น

" แคก แคก แคก.... "  เอี้ยกงกง นึกหาคำพูดมิได้ ได้แต่ไอไปตามความเคยชิน


"เราเดินทางไปให้ถึง ภาคใต้ บ้านเกิดเราก่อนละกัน แล้วค่อยว่ากันใหม่ แคก แคก แคก..." เอี้ยกงกงสรุป

.........
....
..


หน้าเดิน ... หนึ่ง สอง สาม  หนึ่ง สอง สาม

"เอ้า พับไปแล้ว ลุกขึ้น ไหวหรือไม่ไหว" เสียงทหารหนุ่มครูฝึก เข้มแข็ง 

แต่ภาพที่ปรากฏคือ กำลังฝึกกำลังพล ที่เป็นฝ่ายหญิง ซึ่งดูแล้วช่างแปลกประหลาด

เพราะมีตั้งแต่ ทหารหญิงอายุตั้งแต่ไม่ถึงยี่สิบ จนถึง อายุเกือบร้อย ยักแย่ยักยัน เดินจะยังไม่ค่อยไหว เกรงว่าการฝึกครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต

ท่านผู้หญิงเจี่ยตู้จวน แม้อายุสูงวัยมาก แต่หลังตรงดุจทวน ฝึกวิทยายุทธสม่ำเสมอ ร่างกายยังแข็งแรง 

ในยามนี้คนที่เคยพบพาอาจจะจดจำแทบไม่ได้ เพราะทรงผมที่เปลี่ยนไป ใบหน้าเรียบเฉย หมองคล้ำ ริมฝีปากเรียบเป็นเส้นตรงดุจสันมีด ยืนตรงอยู่ท่ามกลางนางกำนัลน้อยใหญ่  ดูไกลๆ ดั่งนางราชสีห์ ในฝูงแกะ 

"เอ้ามัวแต่เม้มปากอยู่ได้ หน้าเดินแล้ว ...."
ทหารหนุ่มรุ่นเหลน ตะโกนสั่ง 

"อย่าคิดว่าจะจัดการกับข้าอย่างไรเลย เสียเวลาเปล่า เวลาที่เลยผ่านมาแล้ว ก็เลยผ่านอำนาจวาสนา ตอนที่มีอยู่ แต่ใช้ไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควร ถึงตอนนี้หมดอำนาจที่เค้าให้ ก็ไม่มีใครจะรักชอบ ตอนนั้นทำกับคนอื่นดุจสุนัขหลงทาง มาวันนี้เค้าก็ทำกับตัวบ้าง ก็อย่าเสียใจเลย "  ทหารหนุ่ม เดินตามแถวมาก็พูดเสียงดังไปเรื่อยๆ ไม่รู้พูดให้ใครฟัง

" สาวน้อย หน้าเดิน.. นับบบบ" ทหารหนุ่มตะโกนสั่งเสียงแสบหู

" หนึ่ง สอง...

.....
...
..


"พี่ใหญ่ จะออกไปปรากฏตัวจริงๆ เหรอ" ม้าน้าว โอดครวญ
"ครั้งนี้ มิใช่ อยากไปปรากฏตัว หรือไม่อยาก  แต่มิอาจไม่ไปต่างหาก" เฮียะพะบุ้ง กล่าว

ตั้งแต่รับงานจาก เบื้องบนมา เงินขาวๆ มาถึงมือ งานก็แค่เพียงไปกล่าวโจทก์หาเรื่อง ต้าซือที่มีท่าทีว่าจะถูกเลือกให้เป็น ราชครูองค​์ใหม่

ข้อหาเล็กน้อย เรื่องเกี้ยวของวัด ว่ามาโดยไม่ชอบ  ทำให้เป็นเรื่องราว สกัดการนำเสนอต่อฮ่องเต้

ก็ไม่รู้ว่า เบื้องบนที่ว่า มาจากสายไหน แต่ว่าเงินรับมาแล้ว งานไม่คืบหน้า ชื่อต้าซือก็ไม่เสียหาย คดีก็ไม่มีอะไร แต่ชื่อเสียงเฮียพะบุ้งเองกลับป่นปี้ ถูกขุดคดีความ เก่าครั้งก่อน ออกมา ต้องหลบหนีลี้หน้าไม่ให้เจอกับ ส่วนงานของต้าปู้ ตงฉ่าง

แม้ว่า ทางเบื้องบนบอกว่า ไม่ต้องกังวล เพราะต้าปู้ ก็เป็นคนทางเดียวกัน จะจัดการเรื่องราวให้

มาวันนี้ เกิดเหตุการณ์ภายใน วุ่นวาย ตอนนี้ก็ไม่ทราบว่า เบื้องบนที่สั่งมา จะเป็นอย่างไร อย่างไง ก็ออกหน้าไปตามงานสักเล็กน้อย 

"น้องม้าน้าว  วันนี้เราไปพบอำมาตย์ที่คอยเก็บภาษี ตามเรื่องเกี้ยววัด กันหน่อย  แต่คอยดูตงฉ่างให้ดี อย่าไปเวลาเดียวกัน" เฮียะพะบุ้ง พูดคล้ายบ่น คล้ายละเมอ

ม้าน้าวเห็นเรื่องราวสองสามวันนี้ มีอะไรที่พลิกผัน แปรเปลี่ยน คล้ายฝนฟ้าพายุที่ไม่มีเค้าแต่กลับตกลงมา
 ซือแป๋ ที่เราอยากให้ คนอื่นไปแก้แค้น ตอนนี้กลับวุ่นวายกันไปหมด หรือว่าซือแป๋เราจะมีอิทธิฤทธิ์ ทำให้พวกนี้ตกระกำลำบาก กันไปหมด ....  ตัวเรา จะรอดไหม

คนลิขิต หรือ จะสู้ฟ้าลิขิตจริงๆ 
.....
...
..



"ไอ้ควร เขียนบทไปถึงไหนแล้ว" รุ่นพี่ในชมรมที่กำลังทำเวที เห็นสมควรเดินมาก็ทักแต่ไกล

"ได้พอเล่นสักเดือนแล้วครับพี่ แต่มันยังไม่จบ"
สมควร ตอบไป แล้วก็กวาดตามองไปรอบๆเวทีที่กำลังทำ

"พี่ทำอะไร เนี่ย"  สมควรถาม
" อ้อ วันนี้ มีคุณท่าน หลานนายก มาเยี่ยม" พี่ตอบแบบ งง งง
" คุณท่าน แล้วยังตามด้วย หลานนายก  ตำแหน่งอะไรครับพี่ " สมควรถาม
" ไม่รู้ว่ะ อาจารย์สั่งให้ทำ ก็ทำ ขี้เกียจรู้  เอ็งอยากรู้ไหม" รุ่นพี่ถาม

" ก็ไม่มากเท่าไหร่ " สมควร ตอบแล้วก็เดินหลีกไป

คิดในใจ  "ใครวะ โผล่มาตอนช่วงวุ่นวายก่ายกองอย่างนี้"



To be continuted 須載 โปรดติดตามตอนต่อไป




11 ความคิดเห็น:

  1. ไม่มีอะไรแน่นอนในชีวิตของมนุษย์ ดั่งนั้น เราต้องหมั่นสร้างความดี บถญบารมีให้มาก ชีวิตจะได้ไม่ผิดพลาดมาก

    ตอบลบ
  2. บาปมันตามมาแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะเร็วขนาดนี้ คนที่โผล่มานี่ อาจจะเป็นชายสี่ที่ไปขายบะหมี่แถวๆเอเซียอะ

    ตอบลบ
  3. ตัวละครหลายตัว ดี-ชั่วรู้หมด แต่อดไม่ได้ ด้วยกิเลส 3 ตัวที่ยังฝังแน่นในดวงจิต
    แม้กาลเวลาจะผ่านไปเป็น 10 ปี ไม่คำว่า "สายไป" สำหรับความแค้น
    ปูเสื่อรอดู ตอนต่อไป

    ตอบลบ
  4. ชะตากรรมศิษย์ทรยศอย่าง ม้าน้าว จะเป็นเช่นไรหนอ

    ตอบลบ
  5. บาปกรรม บาปกรรม.. แม้แต่จิ๋นซี จักรพรรดิ์ผู้ยิ่งใหญ่ รวมจีนเป็นหนึ่งเดียว ก็ยังต้องทิ้งร่างไป.. นับประสาอะไรกับฮ่องเต้น้อยๆ แต่ที่คาดไม่ถึงคือ องค์ชายเจ็ด ว่าจะ น้ำนิ่งไหลลึก แต่เมื่อยามบุก ก็ดุจพายุโหมกระหน่ำ.. นับถือ นับถือ

    ตอบลบ
  6. องค์ชายเจ็ดแม้ตลอดกาลผ่านล่วง ดูเหมือนหมกมุ่นมัวเมาคลุกเคล้าโลกีย์อยู่เนืองนิตย์ แต่เกิดเป็นชายอย่าหมิ่นชาย อย่างไรเสียการดำรงสถานะรัชทายาทย่อมมิอาจลบล้างให้เป็นอย่างอื่นได้ และเมื่อได้มหาเสนาบดีคู่พระบารมีอย่างท่านปายุกจัง และท่านปาวิกวงที่กุมกำลังพลทั่วหล้าเยี่ยงนี้ แม้มหาอำมาตย์ผู้เยี่ยมยุทธ์ก็มิอาจต้านทานดังแต่ก่อนได้

    ตอบลบ
  7. ความชั่ว ที่คนทำแล้ว ย่อมกินแหนงแคลงใจเขาไปชั่วชีวิต อาจจะได้รับความสะดวกสบายบ้างแต่ก็ไม่ยั่งยืน แต่ความดีสิ มีผลอันน่าชื่นใจ แม้มันจะยังไม่ส่งผล หรือส่งผลช้า แต่ในขณะที่ทำก็สุขใจ และเมื่อผลของความดีส่งให้ ก็ปลื้มใจ ชื่นใจ ยิ้มได้ตลอดกาล องอาจตลอดไป

    ความหล่อ, ความสวย, อำนาจ, ลาภ, ยศ, สรรเสริญ, นินทา ไม่เคยคงที่ แต่ว่าความดีสิ คงทน

    ตอบลบ
  8. วุ่นวายกันไปทั่วทั่งยุทธภพ ก็ด้วยเกิดมาจาก ความโลภ ความหลงในลาภ ยศ สรรเสริญ สุขกันทั้งนั้น ประหัตประหารแก่งแย่งกัน แม้พี่น้องก็มิอาจอยู่ร่วมโลกกันได้ ขึ้นอยู่กับว่า เป็นโอกาสของใคร น่าอนาจนัก ยุทธภพนี้

    ตอบลบ
  9. ลมแห่งการเปลี่ยนแปลง เริ่มโบกพัดแล้ววว..

    ตอบลบ
  10. ไม่ระบุชื่อ27 กันยายน 2559 เวลา 10:37

    องค์ชายเจ็ดเด็ดขาดจริงๆนับถือๆรวดเร็วดังพายุพัด....สุดยอดที่สุด

    ตอบลบ