ลมพัดผ่านหน้าต่างที่แง้มไว้ หอบเอาไอเย็น ของร่องรอยน้ำฝนที่ตกเมื่อใกล้รุ่งเข้ามา ห้องที่สมควรนอนแม้จะมี ข้าวของหนังสือเรียนบ้างแต่ก็วางไว้อย่างเป็นระเบียบ
แสงแห่งรุ่งอรุณสาดลอดผ่านหน้าต่าง
สมควร กำลังนั่งหลับตาอยู่ในท่าขัดสมาธิ เป็นปกติช่วงเช้า ค่อยๆ เผยอเปลือกตาขึ้นช้าๆ ดวงตาที่สุกใส เป็นประกายเปี่ยมไปด้วยความแจ่มใส
" วันนี้ นิ่งดี แฮะ" รำพึงเบาๆ
.......
...
ภาพวาดคนนั่งเล่นหมากล้อมแกว่งไปมา ตามสายลม
" ประสก มีความคิดลึกล้ำ สามารถแก้ด่านหมากล้อมตานี้ได้ อาตมานับถือ" เสียงหลวงจีน กลางคนท่านหนึ่ง
" ข้าพเจ้าเค้นสมองแทบจะแตกออกมา จึงคิดออกมาได้ มิอาจรับคำชื่นชม จากไต้ซือได้" อิ่วจาก้วย ตอบด้วยเสียงนอบน้อม
อิ่วจาก้วย มักเข้ามาแลกเปลี่ยน ข้อคิดและ เล่นหมากล้อมกับ หลวงจีนที่อยู่หลังเขาซือซัน ที่เป็นที่ตั้งของวัดฝ่าซันซือ
หลวงจีนรูปนี้ แม้อายุจะเข้ากลางคนแล้ว แต่ดูท่านแข็งแรง ผ่องใส ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเสมอ
อิ่วจาก้วย วิ่งวุ่นในยุทธภพ ไม่มีจุดหมาย มีเสียงร่ำลือในทิศใด ก็ไปหาประสบการณ์ ไปดูเหตุการณ์เข้าร่วมชิงข้าวของ กับเหล่ายอดฝีมือ ถ้าโชคดีก็ได้ของวิเศษเป็นของแถม
ครั้งหนึ่งรอนแรมเดินทาง มาถึงหลังเขาซือซัน เห็นหลวงจีนท่านนี้กวาดลานวัด อย่างตั้งใจ ดูแล้วให้สงสัยว่า การกวาดลานวัดทำให้มีความสุขได้ถึงขนาดนั้น เชียวหรือ
เมื่อทนความสงสัยไม่ไหว ก็ได้ไปขอไต้ซือกวาดลานวัดบ้าง ไต้ซือก็ไม่ได้ว่าอะไร มองด้วยตาที่สุกใส พร้อมยื่นไม้กวาดส่งให้ พร้อมพูดเบาๆ ว่า
" กวาดสามวัน" ส่งให้แล้วก็หมุนตัวกลับไปนั่ง ใต้ชายไม้
มองดูอิ่วจาก้วย
อิ่วจาก้วย นับเป็นมนุษย์ประหลาดได้คนหนึ่ง ดูเหมือนว่าสิ่งที่หลวงจีนทำ เป็นเรื่องท้าทาย น่าทดลอง ยิ่งคำพูดว่า กวาดสามวัน มันทำให้ความคิดในใจ วิ่งวุ่น
" สามวันก็สามวัน ช่วงนี้ว่างๆ อาศัยอาหารเจ สักสองสามวัน ก็ดีเหมือนกัน"
อิ่วจาก้วย พอจับไม้กวาดถึงได้รู้ว่า ด้ามไม้กวาด หลอมมาจากเหล็กกล้า มิใช่ไม้กวาดเบาๆ ทั่วไป เห็นหลวงจีนกวาด ไปมาไร้น้ำหนัก ต้องตระหนกเล็กน้อย
ต้องหันกลับไปมองหลวงจีนกลางคนอีกครั้ง
หลวงจีนพยักหน้า ให้อิ่วจาก้วย ด้วยสายตาเหมือนกับถามว่า
"เป็นไง ไม่ไหวเหรอ กลับไปกินนมก่อนไหม"
" เฮอะ "..... อิ่วจาก้วย เอย อิ่วจาก้วย
กวาดแล้ว
กวาดเล่า
เพิ่งกวาดไปได้สามก้าว
ใบไม้ก็ตกมาใหม่
กวาดไปสุดลาน
หันมาใบไม้ก็เพิ่มมาอีก
" เมื่อไร มันจะหมดหว่า" ยิ่งกวาดยิ่งรู้สึก
"นี่มันกี่รอบแล้วเนี่ย... "
โมโห
ความคิดว่าตัวเราเองไม่น่ายุ่งเรื่องชาวบ้าน
โกรธ
ที่ตัวเองไม่รู้จักยั้งคิด ปากไวเหมือนท้าทาย
อาย
ที่คิดว่ารับคำท้าแล้ว ถ้าไม่สำเร็จ ถ้าแพ้ จะเป็นอย่างไง
สับสน
ในความคิดวนเวียน วิ่งวุ่นไปหมด
ตัวเราเองเคยฝึกกระบี่ ที่สามารถควบคุมความคิดอารมณ์
ให้สงบ ดุจน้ำก้นบ่อโบราณได้
แต่แค่กวาดลานวัด ด้วยความสงสัยว่าทำไมหลวงจีนมีความสุขจากการกวาดเท่านั้น ทำไมความคิดสับสนต่างๆ วิ่งวุ่น จนรู้สึกอึดอัดไปหมด
แต่ด้วยที่เคยฝึกพลังกระบี่ขั้นสูงมาก่อน
พอหยุดคิด ก็คิดได้
อิ่วจาก้วย หยุดยืนจับไม้กวาดหลับตา
ปล่อยให้ตัวเองกลืนเป็นอันเดียวกับธรรมชาติรอบข้าง
....
...
..
.
เพียงชั่วครู่เดียว ความคิดทั้งหลายเหล่านั้นก็พลันหายไป
เหมือนแสงอรุณที่สาดส่องขึ้นมา ความมืดมิดก็หายไป
ใจสงบนิ่ง ลืมตาหันไปมองทิศทางที่ตัวได้กวาดลานผ่านมา
เห็นความโล่ง เป็นทาง ความรู้สึกสะอาดหมดจด
แม้จะมีใบไม้ โปรยลงมา ไม่กี่ใบ
ก็ไม่รู้สึกหงุดหงิดอะไร เห็นเป็นดั่งภาพวาด ที่งดงาม
ความเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องของสรรพสิ่ง
ใบไม้ที่ปลิดจากขั้ว ม้วนตัวลงมา
สายลมที่พัดผ่านหนุนนำ
กระทบกับยอดหญ้า
ฝุ่นที่ปลิวขึ้นมา เมื่อสายลมพัดผ่าน
สายน้ำที่ส่งเสียงในลำธาร
ผีเสื้อที่โผบิน เกาะตามดอกไม้
ขยับปีก ขึ้นๆ ลงๆ กระแสลมจากปีกผีเสื้อ
ไปหลอมรวมกันกับสายลม..
ความคิดกลับรวมวูบเข้าไปสู่ภายใน
หลวงจีน ที่นั่งอยู่ในร่มไม้ ถึงกับลืมตามอง
เดินเข้ามายื่นมือจับไม้กวาด พูดด้วยเสียงนุ่มนวล
" คนอย่างประสกนี่หายากนะ ยืนนิ่งอยู่ตรงนี้สองชั่วยาม ไม่ขยับไปไหน ไม่ต้องกวาดแล้วล่ะ สามวัน วันนี้วันเดียวก็กวาดเสร็จแล้ว "
อิ่วจาก้วยประหลาดใจมาก ในความรู้สึกที่ตนยืนนิ่งอยู่นั้นเป็นเพียงแค่ลัดนิ้วมือเดียว แต่หลวงจีนท่านกลับบอกว่าสองชั่วยาม
แต่ความรู้สึกที่แตกต่างไป คือ การมองเห็นความต่อเนื่องในเรื่องราวต่างๆของธรรมชาติรอบตัว มันเหมือนกับว่า ของเหล่านี้ก็เป็นอย่างนี้มาตั้งนาน ทำไมเราเพิ่งมามองเห็น
"วันนี้ถ้าประสกไม่รังเกียจอาหารเจ ขอเชิญรับทานก่อน " หลวงจีนพูดพลางก็ผายมือไป
อิ่วจาก้วย เห็นที่โต๊ะใกล้กับร่มไม้ที่หลวงจีนนั่งอยู่เมื่อสักครู่ กลับมีถาดอาหารเจ ควันยังกรุ่นอยู่ โดยไม่ทราบว่า มาได้อย่างไร
"บางเรื่องก็ไม่ต้องสงสัย " อิ่วจาก้วย คิดในใจ
พักแลกเปลี่ยนความคิด เรื่องราวต่างๆ ทั้งๆที่ไม่เคยถามชื่อกันและกัน ไม่ถามความเป็นมา แต่อิ่วจาก้วยก็รู้สึกรักเคารพ หลวงจีนท่านนี้เป็นอย่างยิ่ง
หลังจากพักอยู่กับหลวงจีนสองราตรี ได้ประสบการณ์ต่อเนื่อง รู้สึกพลังฝืมือรุดหน้าไปอีก ลมปราณภายในที่เคยรู้สึกว่ามีพลังมหาศาล เมื่อเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวตอนนี้นับได้ว่า เป็นแค่เพียงเศษเสี้ยว
พลังธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่รอบตัว ประสานกับลมปราณภายใน เป็นพลังที่ไม่สิ้นสุดจริงๆ
อิ่วจาก้วย กำลังเดินข้ามสะพานไม้ที่ทอดยาวระหว่างหุบเขา นึกถึงคำของ หลวงจีนที่พูดว่า
"ดูเหมือนเรื่องของท่านยังมีติดค้างบางเรื่อง บางคน บาปรักยังไม่หมด ให้ไปสะสางเสียก่อน อาตมาคิดว่าเราคงมีวาสนาได้พบกันอีก"
.... ไว้ว่างๆค่อยมาพบท่านแล้วกัน ..
เสียงระฆังดังจากหอระฆังวัดฝ่าซันซือ
หลวงจีนร่างกายกำยำท่านหนึ่งโค้งตัว ยกมือพนม กล่าวกับหลวงจีนกลางคน ด้วยความนอบน้อมที่สุด
" ท่านเจ้าอาวาส ให้ข้าพเจ้ามาตาม ท่านอาจารย์ทั้งสี่ มีเรื่องเร่งด่วน ที่ต้องปรึกษา ขอรับ"
" คราวนี้จะรอดจากเลือดอาบเขาซือซันไหม หนอ" หลวงจีนกลางคน รำพึง
......
...
ห้องชมรมการแสดงก็ยังรกรุงรังเหมือนเดิม
"เฮ้ย ไอ้ควร เอ็งมาดูนี่ เจ๋งอ่ะ"
"อารายวะ"
"นี่เลย เอ็งดู"
"สมควร ดูวีดีโอไป ตาวาวเป็นประกาย ดุจมองทะลุม่านหมอก ไปยังอีกฝั่งของสะพานไม้ ที่ทอดระหว่างหุบเขา.."
To be continuted 須載 โปรดติดตามตอนต่อไป
ล้ำลึก คมคายยิ่งนัก
ตอบลบน่าติดตามมากครับ
ได้ข้อคิดมากมาย
ตอบลบเป็นธรรมะที่ใกล้ตัวครับ
อืมมมมมม..... ข้าน้อยนับถือๆ
ตอบลบนิทานจบแล้ว แต่เรื่องราวยังไม่จบ.
ตอบลบฝุ่นที่ปลิวขึ้นมาเมื่อสายลมพัดผ่าน สายน้ำที่ส่งเสียงในลำธาร ผีเสื้อที่โผบินเกาะตามดอกไม้ขยับปีก ขึ้นๆ ลงๆ กระแสลมจากปีกผีเสื้อไปหลอมรวมกันกับสายลม.. โอวววว แม่สาวน้อย ขอปาท่องโก๋คู่หนึ่ง..
ตอบลบทุกอย่างล้วนอยู่ที่ใจ ใจคิดดี ดูอะไรก็ดีไปหมด ใจคิดไม่ดี ทุกอย่างก็เลวร้ายไปหมด ไม่ว่าอะไรจะเกิด ต้องคิดดีไว้ก่อน แม้วันนี้จะมีเรื่องราวมาให้แก้นานัปประการ คิดเสียว่า "มารบ่มี บารมีบ่เกิด" ที่สุดคือต้องคิดว่า เราต้องชนะ ชนะด้วยความดี ด้วยบุญบารมีที่เราตั้งสั่งสมมา กราบขอบพระคุณท่านผู้เขียนที่เขียนนิยายที่ให้ข้อคิดได้มากมาย สุดยอดแห่งการพรรษาโวหาร ลึกล้ำจริงๆ กราบอนุโมทนาบุญเจ้าค่ะ
ตอบลบอ่านแล้วจินตนาการไป ใจพลอยสงบไปด้าย
ตอบลบทุกสิ่งในโลก ล้วนเกิดและดับแต่เหตุ
ตอบลบทุกสิ่งในโลก ล้วนเกิดและดับแต่เหตุ
ตอบลบ