ดัชนีโลหิต

ดัชนีโลหิต

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 20 อยากได้ยอดวิชา ..​หรือไม่




บิลบอร์ดหน้ามหาลัย ขึ้นข้อความ ตัวโตราวสามสิบเซนต์  เห็นตั้งแต่ลงรถเมล์ คำว่า
" ไม่เสียค่าใช้จ่าย"

สมควรคิดว่า ยุคนี้อะไรๆ ก็โฆษณาคำนี้ ลดกระหน่ำ  ขายครึ่งราคา  Sale50%  กันทั้งนั้น นี่ป้ายอะไรล่ะ

เดินเข้าไปใกล้หน่อย จึงเห็นข้อความพ้นต้นไม้ที่บังไว้ 

สายตาจับจ้องไปที่ข้อความด้านบน เหมือนถูกไฟฟ้าช๊อต 

"ครั้งหนึ่งในชีวิตลูกผู้ชาย ต้องบวชให้ได้ ๑ พรรษา" 

เห็นภาพตนเองได้ สวดมนต์เสียงกระหึ่ม นั่งสงบนิ่งในสมาธิค้นหาเส้นทางหลุดพ้น  ออกเดินบิณฑบาตยามเช้า  หมอกบางๆ ให้โยมแม่ได้ใส่บาตร  ปลื้มปริ่ม

ปีนี้มีเวลาบวชได้พอดี ปิดเทอมไปลองดูดีกว่า..

....
..
.

ห้องหับของหลวงจีนอาวุโส ก็ดุจเดียวกับตัวท่าน  เรียบร้อย  สงบ สะอาดสะอ้าน  ที่ริมระเบียง อิ่วจาก้วย กับ หลวงจีนนั่งอยู่ข้างโต๊ะ มีหมากล้อมอยู่ตรงหน้า

มือของอิ่วจาก้วยถือหมากดำค้างอยู่กลางอากาศ มาชั่วน้ำเดือด 

ความคิดคำนึง มองภาพของหมากล้อมดุจดั่งกองทัพ น้อยใหญ่ โหมกระหน่ำมาทั่วทุกทิศ

สมรภูมิทั้งสี่ด้าน หมดทางถอย 
แม้ทางสู้ก็เลือนลาง

หมากตานี้จึงถือค้าง กลางอากาศ

หลวงจีนอาวุโส รูปที่สี่ ก็ไม่เร่งร้อน มองออกไปยังทิวไผ่ ที่ไกลตา

เสียงแว่ว ๆของโกวเนี้ย จากทางด้านหน้า 

" พวกเจ้าทำเรื่องเล้นลับอะไรกัน ฉากหน้านั่งเล่นหมากล้อม  เจ้าวางแผนที่จะก่อกบฏใช่ไหม

อย่าคิดว่าหลอกคนอย่างข้าได้ "

เสียงโกวเนี้ย ยังดังมาเป็นระยะ

เสียงก่อกวนแบบนี้ ตั้งแต่เริ่ม อิ่วจาก้วย คิดว่า ก็ดีทำให้ต้องพยายาม ทำใจให้ว่างเปล่า เหมือนตอนฝึกยอดวิชากระบี่เหิน พอเสียงมากระทบ ก็ทำให้นึกได้อีก ก็สงบใจอีก

พอใจสงบ ก็พบทางออก  

มือที่ถือหมากดำ ค่อยๆ วางลงไป 
หลวงจีนอาวุโส ต้องเหลียวมามอง ยิ้มน้อยๆ 

"มาจนได้นะ ประสก" พร้อมกับกวาดตัวดำออกไปครึ่งหนึ่งจากกระดาน 

"นี่หมากตานี้ร้ายกาจนัก ทำลายตนเองเพื่อออกจากที่มืด เรียกว่ายอมสละส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่

วันนี้พอแค่นี้ก่อนแล้วกัน ประสกไปดูนางคนนั้นให้กลับไปก่อน เดี๋ยวจะค่ำ" หลวงจีนกล่าวเสียงชื่นชม เปี่ยมด้วยเมตตา

อิ่วจาก้วย มองดูกระดานตัวดำหายไปสองในสามส่วน แต่ก็เห็นทางชนะรำไร

ฟังหลวงจีนให้ไปจัดการกับโกวเนี้ยวนางนั้น ก็รู้สึก กระอักกระอ่วนพิกล

" ท่านอาจารย์ นางเป็นใคร   นางอยากมาเรียนอะไร" อิ่วจาก้วยถามอย่างสุภาพ ด้วยความอยากรู้

"นางคงเป็นคนของขุนนางที่เพิ่งมาปกครองใหม่ อาศัยอยู่ที่จวน เชิงเขา ไม่ไกลไม่ใกล้จากที่นี่นัก  

นางมาขอให้เราสอนวิทยายุทธให้ 
ด้วยนิสัยใจคอของนาง  เห็นอะไรก็ขัดใจไปหมด ไม่เหมาะกับการฝึกวิทยายุทธ และที่สำคัญ ที่นี่ไม่รับศิษย์สตรีฝึกวิทยายุทธ

ไม่ว่านางจะมากี่ครั้งกี่หน ก็เหมือนเดิม ไม่มีใครไปคุยกะนาง ปล่อยให้นางเหนื่อยก็กลับไปเอง" หลวงจีนอาวุโส เล่าเรื่องของนาง



"นางมีชื่อไหม " อิ่วจาก้วยสอบถาม
"ดูเหมือนจะชื่อ ไป่เคอ  ที่เป็นดอกไม้ชนิดหนึ่ง" หลวงจีนอาวุโส ตอบ

"ชื่อนาง ก็เหมือนรูปนาง ทั้งสวยทั้งหอม แต่วาจาที่นางกล่าวนั้น ช่างตรงกันข้ามทั้งชื่อ ทั้งใบหน้า " อิ่วจาก้วย พูดเบาๆ เหมือนรำพึงกับตัวเอง

"ใบหน้าได้มาดีเพราะประกอบเหตุในชาติปางก่อน มาดี 
แต่วาจา เกิดจากใจ ความคิดภายใน ในปัจจุบัน 
แม้ดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ แต่คำพูดที่หลั่งไหลออกมา คือทัศนคติ ตัวตน ของคนผู้นั้น" หลวงจีนอาวุโส เตือนสติหนุ่มน้อยข้างหน้า

"นางเป็นอย่างไร " อิ่วจาก้วย ถาม

หลวงจีนอาวุโส หันมามองหน้าอิ่วจาก้วย  ไม่ได้ตอบ แต่ตัดบทกล่าวว่า

"ไปจัดการส่งนางไปก่อน อาตมามีเรื่องปรึกษา ประสก"  พูดจบ ก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้อง ไม่ได้เหลียวหน้ามามองอีก

อิ่วจาก้วย เห็นคนไม่มีเหตุผล ก็มึนหัว ยิ่งเป็นอิสตรี ก็ยิ่งไม่รู้จะเอาอะไรไปรับมือ

แต่เรื่องที่หลวงจีนอาวุโส ต้องการคุยด้วยนี่ไม่ใช่เรื่องปกติ ดูท่านจริงจัง คงต้องมีเรื่องบางอย่าง อยากจะบอกเรา 

แต่ต้องไปจัดการ เด็กน้อยไป่เคอก่อน ชื่อเป็นดอกไม้ ทั้งหอมทั้งสวย แต่ปากเธอ พูดอะไรออกมาทำเอาปั่นป่วน

" นี่จวนใกล้เวลาเย็นแล้ว ท่านจะกลับอย่างไร" อิ่วจาก้วยถามด้วยน้ำเสียงเหมือนเป็นห่วงเต็มที่

"แล้วมันเรื่องอะไรของเจ้า เจ้าขอทาน" แว้ดๆกลับมาทันที จากโกวเนี้ยหน้าสวยปากเสีย

"ก็ไม่ใช่เรื่องของข้าหรอก เผอิญข้าเล่นหมากล้อมจนหิวแล้ว เห็นเจ้าว่างๆ เลยจะใช้ให้ไปซื้อ บะหมี่ที่ตีนเขา"  ....อิ่วจาก้วยพูดจริงจัง

"เจ้าอยากตายหรือไร ใครว่าง ใครเป็นคนใช้ของเจ้า อยากกินก็ไปซื้อเอาเอง ไม่ต้องมายุ่งกะข้า"  


"ก็ที่นี่ไม่มีใครว่าง เหมือนเจ้า เจ้าก็หิวแล้วก็ซื้อมาเผื่อด้วย" อิ่วจาก้วยยังไม่เลิก

ไป่เคอ หน้าแดงก่ำ ตาพอง ด้วยความโกรธ ตัวไม่เคยใช้เหตุผล มาเจอคนไม่ใช้เหตุผล ก็ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร 

ปกติ คุณหนู ใครทำอะไรไม่พอใจ ก็ออกมาชี้นิ้วด่าว่าได้หมด ไม่เคยคิดว่าที่เค้าทำอะไรให้นั้น ไม่ใช่เพราะตัวเอง แต่ท่านข้าหลวงที่มาปกครองเมืองนี้ต่างหากที่ พวกพ่อบ้าน แม่บ้าน คนรับใช้ เกรงกลัว


แต่ชี้นิ้วสั่ง ใครทำอะไรผิดใจ ก็ไปใส่เรื่องฟ้องร้องให้บิดาจัดการ หากตัดสินไปทางอื่น ไม่จัดการ ก็จะงอนง้อ ไม่กินไม่นอน จนบางครั้งท่านข้าหลวงยังต้องให้ลูกน้องเล่นละครไปตามบท หลอกคุณหนูน้อยไป่เคอ

นึกไม่ถึงมาบนยอดเขาอันเงียบสงบ กลับมาเจอมนุษย์ประหลาดพูดกันไม่รู้เรื่อง ไล่ก็ไม่ไป หลวงจีนก็ไม่สอนวิทยายุทธ เหมือนเดิม ไม่ว่าเราจะทำตัวอย่างไร ท่านก็ไม่สนใจ

จะอยู่ก็ไม่มีอะไรทำแล้ว จะกลับก็กลัวจะถูกดูหมิ่น ถากถางจากขอทานน้อยนี้ 

ถ้ากลับตอนนี้ ไปถึงจวนก็คงเพิ่งมืดค่ำ จะให้หลวงจีนเฒ่าสอนวิทยายุทธให้ได้ 

คิดว่าต้องบีบคั้นให้ยอม คงต้องใช้วิธีนี้
ปล่อยข่าวลือ ข่าวลวง ทำให้เสียชื่อเสียง
ถึงตอนนั้น ก็ต้องวิ่งมาบอกให้เราช่วยเหลือ 

ค่อยขอเรียนวิทยายุทธเป็นการแลกเปลี่ยน

ที่ผ่านมาก็เข้าไปหลายวัดแล้ว แปลกว่าเมื่อหลวงจีนแต่ละที่ใหม่ๆ ก็ดีหมด หลังๆ ไปคุยกับใครก็ไม่มีใครคุยด้วย 

ในที่สุดก็อยู่ต่อไม่ไหว
"ก็เราเห็นข้อเสียของวัด มากมาย ถ้าเราไม่บอกออกไปแล้ว วัดจะรู้ได้อย่างไร แล้วจะปรับปรุงวัดได้อย่างไร"  

"บอกแต่เรื่องเสียๆ อย่างเดียวก็ไม่สนุก ก็เพิ่มเติมนิดๆหน่อยๆ  คงไม่มีใครว่า น่าจะได้คำชื่นชม "

ด้วยความคิดแบบนี้ก็เลยมีความสามารถพิเศษ คือ สามารถด่าว่าแล้วคนอื่นฟังดูแล้ว มีเหตุผลน่าเชื่อถือ แม้ตัวเองยังเชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริง

หลอกแม้กระทั่งตนเอง

"คืนนี้ข้าจะนอนที่นี่ ท่านอยากนอนเป็นเพื่อนข้าไหม จะได้จัดที่ให้" อิ่วจาก้วยใช้แผนสุดท้าย ท้าทายเรื่องที่มีแต่ต้องปฏิเสธ





นางโกรธจากหน้าแดง จนหน้าเขียว มองซ้ายขวาไม่รู้จะพูดอะไร เพิ่งคิดได้ว่า ถ้าเกิดเรื่องราวเสียหายจะทำอย่างไร

ยิ่งขอทานน้อยนี้ ท่าทางไม่น่าไว้ใจ อยู่ต่อก็คงไม่ได้เรื่องอะไร สู้กลับไปก่อน แล้วค่อยมาใหม่วันหน้า

"ข้าจะรั้งมือไว้ไมตรีให้เจ้าสักครั้ง เจ้าขอทาน"  ว่าแล้วก็สะบัดหน้าไปหันหลังเดินกลับไปอย่างรวดเร็ว

อิ่วจาก้วย มองตามนางไป รู้สึกถึงความสูญสลาย ของความคิดที่ตอนขาขึ้นเขามา กับตอนนี้เป็นคนละด้าน

ตอนนั้นมาเพราะเดินตามนางขึ้นมา 
ตอนนี้นาง ลงไปแล้วแต่ความรู้สึกที่อยากตามนางนั้น หมดสิ้นไป แต่กลับสบายใจบอกไม่ถูก

" ท่านอาจารย์จะคุยกับเราเรื่องอะไร น่าจะมีความสำคัญ คงไม่คิดแค่ชวนเล่นหมากล้อมต่อ" อิ่วจาก้วยรำพึง

.......
...
..

เสียงสวดมนต์ เข้าจังหวะกับการเคาะไม้บักฮื้อ ฟังแล้วทำให้ใจของอิ่วจาก้วย มีความสงบเหมือนเสียงลม ใบไม้ไหว ไหลรวมไปกับเสียงสวดมนต์ หลั่งไหลเข้าสู่โสตประสาท 

อิ่วจาก้วย หลับตาให้เสียงนั้นไหลรวมกับลมปราณที่ก่อตัวที่กลางตัว 



นึกถึงการไหลรวมของธรรมชาติ ที่เกี่ยวเนื่องกัน แค่ผีเสื้อกระพือปีก พลังเล็กๆ ยังต่อเนื่องไปเป็นลมพัด ก่อเกิดเมฆฝนเคลื่อนที่ ตกเป็นสายน้ำ ทำดินที่แตกกลับเป็นหนึ่งเดียว มองเห็น ความเย็น ความร้อน ที่ทำงานประสานกันทำให้เกิดการเคลื่อนของสรรพสิ่ง

ลมปราณที่กลางตัวกระจายไปทั่วทั้งร่างกาย เสียงสวดมนต์ชักนำ ให้ลมปราณสายนี้ หมุนวนไปรอบร่างกาย 

พลังที่ไม่เคยมีก็ก่อกำเนิด ไม่หมดสิ้น 

ลืมตามา สายตาแวววาว ภาพทุกอย่างที่เห็นกลับสงบดุจภาพนิ่ง มองเห็นรายละเอียดแม้จะมีความมืดเข้าปกคลุม

"ประสก กำลังภายในของท่าน ไหลเวียนไม่ติดขัด คาดว่าคงได้ประสบการณ์พิเศษมาบ้าง" หลวงจีนอาวุโส เพ่งมองด้วยดวงตาแจ่มใส อ่อนโยน

" ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ตั้งแต่ มาอยู่กับท่านอาจารย์ไม่กี่วันนี้ รู้สึกพลังภายในเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ ได้ยินเสียงสวดมนต์" อิ่วจาก้วยตอบอย่างจริงใจ

" ช่างเหมาะสม ช่างเหมาะสม" หลวงจีนอาวุโส รำพึง
"มีเรื่องที่อยากถามประสก เรื่องหนึ่ง" .... หลวงจีนอาวุโส หยุดคิด ห้องทั้งห้องเงียบสนิท จนได้ยินเสียงลมพัดใบไม้กวาดไปมา บนหลังคา

" อืมม  ประสกเคยได้ยินวลีนี้ไหม 
ฝ่ามือขจัดดัชนี  พระไม่อยู่ โลหิตเปื้อนปฐพี  

เป็นการกล่าวถึง สองวิชาที่ข่มกัน ดัชนีโลหิต และ ฝ่ามือยูไล ของสถาบันสงฆ์ 

ดัชนีโลหิต เกิดจากการบัญญัติคิดค้นของจอมมารดำขาว กึ่งพระกึ่งมาร ตอนที่มารครอบงำเต็มที่ ได้บัญญัติ ดัชนีโลหิต ใช้พลังฝ่ายมารล้วนๆ ขับเคลื่อนพลังจนทำให้ดัชนี เป็นเส้นสายพลังแหลมคมดุจกระบี่ 

จะมีตรงข้ามกันก็คือ ฝ่ามือยูไล ของสถาบันสงฆ์นี่เอง

ระยะนี้ในยุทธภพร่ำรือว่า มีคนเห็นการกลับมาของดัชนีโลหิต"
พูดถึงตรงนี้หลวงจีนก็หยุดมองหน้า อิ่วจาก้วย 
" สถาบันสงฆ์ น่าจะหาผู้มาฝึกรักษายอดวิชานี้เอาไว้ ฝึกกันเยอะๆ ยิ่งดี มีอะไรจะได้ช่วยกัน" อิ่วจาก้วยกล่าวเบาๆ

"ไม่ใช่ไม่อยากสอน แต่วิชานี้ เป็นวิชาที่ต้องฝึกจากภายใน การใช้ลมปราณ สมาธิ และต้องมีใจที่สะอาด จึงจะทำพลังให้บังเกิดขึ้น  ส่วนกระบวนท่าต่างๆ นั่นไม่ใช่เรื่องยากนัก" หลวงจีนอาวุโส กล่าวตอบ

อิ่วจาก้วยกลับนึก ถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ชีวิตตอนวิ่งขึ้นเหนือล่องใต้ เห็นคนมามากมาย ก็ไม่เห็นมีอะไร แตกต่าง มีชีวิตที่ตกอยู่ในเรื่องวุ่นวายไม่จบสิ้น  รู้สึกเบื่อไปหมด ในทุกสิ่งรอบตัว

มองดูหลวงจีนอาวุโส แล้วกลับอบอุ่น ดูท่านมีความสุข ทั้งๆที่ไม่มีอะไรเหมือนชาวโลก

แต่ที่ชาวโลกไม่มี ท่านกลับมี คือ ใบหน้าที่มีความสุข

"จะเป็นไรไหม ถ้าข้าอยากจะเรียนเอาไว้ เพื่อเป็นความรู้ " 
อิ่วจาก้วยยังแปลกใจว่า พูดไปได้อย่างไร ตัวเองก็ไม่ได้สนใจอยากเรียนวิชาฝ่ามือยูไล เพียงแต่การอยู่ที่นี่ต่ออีกสักหน่อย ก็รู้สึกดีกว่าจะลงจากเขาไป

หลวงจีน ยิ้มน้อยๆ ลูบเคราขาวของท่าน แล้วกล่าวว่า " ได้ ประสกนับเป็นผู้เหมาะสมในรอบร้อยปีเลยก็ว่าได้ ....
แต่มีเรื่องเดียว ที่ยังไม่ได้บอก "

"เรื่องใดครับท่านอาจารย์" อิ่วจาก้วยเริ่มสงสัย


"วิชานี้ สอนเฉพาะ ศิษย์ บรรพ ชิต" หลวงจีนพูดเน้นเสียงทีละคำ

"เฉพาะ คนที่ตั้งใจเอาจริงที่จะเอายอดวิชา ทุ่มเทรักษาวิชา และ รักษาสถาบันสงฆ์ด้วย "

นอกจากวิชาวิทยายุทธ การบวชเป็นบรรพชิต ยังปลดกังวลเรื่องราวในโลกนี้ อีกมากมาย
ประสก ลองคิดทบทวนดูก่อน


คืนนั้น อิ่วจาก้วยนอนพลิกไปพลิกมา คิดทบทวนตนเอง มองเห็นชีวิตสองด้าน ที่สนิทแนบ เพียงมีเส้นด้ายแดงบางๆ คั่นไว้ อยู่ที่ว่าจะยืนฝั่งไหน แต่ชีวิตก็เดินไปทางเดียวกัน

ฝั่งฆราวาส เหนื่อย ทุกข์ ตบตีเพื่อลาภยศ  
ฝั่งบรรพชิต ....? ไม่รู้เหมือนกัน เพราะรู้จักแค่หลวงจีนอาวุโสรูปเดียว  ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่ว่า รู้สึกไม่ชอบชีวิตฆราวาสที่รู้สึกว่า ไม่มีอะไรแปลกใหม่ ไม่ต้องค้นคว้า ทุกอย่างก็เหมือนเดิม เหมือนคนอื่นๆ 

ลองเป็นบรรพชิตดูสักช่วงแล้วกัน ....
พอตัดสินใจ เหมือนย้ายที่ยืนจากการยืนคร่อมเส้นด้าย กลับมายืนข้างฝั่งบรรพชิต

ความรู้สึกที่หนักหน่วงในใจ พลันสลายไปทันที

"พรุ่งนี้เราจะขอบวชล่ะ"

To be continuted   須載 โปรดติดตามตอนต่อไป

ไป่เคอ (จีน)  หมายถึงดอกพลับพลึง(ไทย) ดอกวิรงรอง (ชวา) 

6 ความคิดเห็น:

  1. ลุ่มลึกสุขุมคัมภีรภาพยิ่งนัก นับถือๆๆ ฮ่อๆๆ

    ตอบลบ
  2. สำนวนพระอาจารย์ลึกล้ำจริงๆ อ่านแล้วเหมือนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์เลยเจ้าค่ะ เนื้อหาแจ่มชัด มองเห็นภาพชัดเจนในการแก้ไขปัญหาของวัดและการจะเอาชนะ พลังดัชนีโลหิต ขอกราบคารวะจากใจใสๆเจ้าค่ะ กราบสาธุๆๆ

    ตอบลบ
  3. นับถือ นับถือ .. ผูกเรื่องชวนติดตาม บรรยายได้สมจริง สรรพสิ่งต้องดับแล้วจึงก่อเกิด เป็นพลังลมปราณจากกลางกายหมุนเวียนไปทั่วร่าง 555 เอี้ยกงกงเอ๋ย เอี้ยกงกง คราวนี้คงได้รู้จัก ฝ่ามือยูไลซะที รักษาลมหายใจไว้ให้ดีก็แล้วกัน.. ขอหัวเราะอีกที 555

    ตอบลบ
  4. สำนวนสนุกน่าติดตามได้สาระอรรถรถจริงๆค่ะ ทำให้ชวนติดตามและสามารถนำมาใช้ในการเป็นหลักธรรมสอนใจได้ดีทีเดียว กราบคารวะต่อพอจ.เจ้าค่ะ สาธุ สุดยอด

    ตอบลบ
  5. สุดยอดครับ. การได้ร่ำเรียนฝ่ามือพระยูไล นับเป็นบุญวาสนาไม่น้อย..

    ตอบลบ