บทที่ 12 ริษยา... กัดกร่อน
ควันธูปลอยวนเวียน ดุจมังกร ไล่จับแก้ว หน้าพระพุทธรูป บรรยากาศอัดแน่นด้วยความอึดอัด
บรรพชิตอาวุโสห้ารูป อายุรวมกันเกือบห้าร้อยปี หน้าตาทุกท่านแม้นิ่งเฉย นัยน์ตาที่ลุ่มลึกดุจน้ำบ่อโบราณ มีแววกระเพื่อมไหว
“ เรื่องนี้มันมีเหตุอย่างไร “ หลวงจีนอาวุโส คิ้วขาว ส่งเสียงราบเรียบ
“ณ เวลานี้ เราเพียงแต่ได้รับข่าวจาก สาขาน้อยใหญ่ ที่อยู่ห่างไกล ว่าต้าปู้ แห่ง ตงฉ่าง ไปเที่ยวไล่ปิด จัดการยัดเยียดข้อหา” เจ้าอาวาสรายงานในการประชุมกับสี่อาวุโส
“ ….”
ทุกรูป หลับตาดั่งเข้าฌาน ไม่รู้ว่ากำลังขบคิดอย่างไร หรือใช้ความสามารถทางใจ ตรวจดูเหตุการณ์
ชั่วธูปหมดดอก ก็มีเสียงถอนหายใจ เบาๆ มาจากหลวงจีนที่คิ้วขาว
“ ฟากฟ้าไร้แสงดาวเดือน บ้านเมืองคงหม่นหมอง วัดวายากดำรง ”
…..
..
เอี้ยกงกง แม้จะสวมเสื้อคลุมอำนาจไว้ แต่ก็ไม่ใช่อำนาจของเอี้ยกงกงจริงๆ เป็นอำนาจที่หยิบยืมมาจาก ฮ่องเต้
งานที่แท้จริงของเอี้ยกงกง ก็คือ คอยรับใช้ องค์ฮ่องเต้ เข้านอกออกใน สามารถพูดให้ฮ่องเต้พอพระทัย คอยถวายคำแนะนำในเรื่องการทหาร และรู้จักใช้กลศึก อุบายต่างๆ ที่สมัยเป็นแม่ทัพได้ศึกษา
ทำให้ฮ่องเต้พอพระทัย จึงมอบหน้าที่คอยกรองเอกสารที่จะมาถึงฮ่องเต้ให้เอี้ยกงกงดูแล
ทหาร ข้าราชการน้อยใหญ่ จึงต้องฟังเอี้ยกงกง เท่านั้น เพราะไม่รู้ว่า วันไหนเอี้ยกงกงจะไปเพ็ดทูลให้ฮ่องเต้ ให้คุณ ให้โทษ ต่อตนหรือครอบครัวอย่างไร
มีอยู่บ่อยๆ ที่เกิดเหตุการณ์ คนที่ทำงานให้กับราชสำนัก ถูกจับทั้งตระกูล โดนข้อหา พยายามก่อกบฏ เป็นภัยต่อราชสำนัก
ขนาดค้านสายตาประชาชนว่า ข้าราชการท่านนี้ เป็นที่รัก เป็นที่พึ่งของประชาชน ใครเดือดร้อนอย่างไร ก็จะหาทางช่วยเหลือ ทางคดีความ ก็ ตัดสินโดยเที่ยงธรรม
แต่กลับโดนข้อหากบฏ ซึ่งมาง่าย แต่แก้ยาก
หลายครอบครัว ก็ถูกประหาร เกิดความระส่ำระสายไปทั้งเมือง
คนไหนที่อยู่ไม่ได้ ก็ชิงรีบหนี ออกไปทำไร่ไถนา อยู่ตามชนบท
ในชนบทจึงเกิดการรวมตัวกัน ตั้งพรรคตั้งกลุ่ม
…..
…
กงจู้ ( เจ้าหญิง )
เส้าเจ่าโถวกงจู้
กงจู้ เป็นที่รักของฮ่องเต้ เป็นคนโปรดในความรอบรู้ แม้ฮ่องเต้จะมี สิบสององค์ชาย ยี่สิบห้าองค์หญิง แต่เส้าเจ่าโถวกงจู้ เป็นคนโปรดสุด
กงจู้ มีความสามารถ ในเรื่องของดนตรี การฝีมือ โคลงกลอน และยังได้ศึกษาวิชาพิชัยสงคราม โดยการแลกเปลี่ยนความเห็นกับ เอี้ยกงกง ตั้งแต่ยังเล็ก อายุสิบเจ็ด ก็สามารถออกความเห็นหน้าท้องพระโรง ต่อหน้าพระพักตร์ และบรรดาขุนนาง แม่ทัพใหญ่ ด้วยความคมคาย
กงจู้ชอบไปเยี่ยมชมดูการฝึกทหาร เป็นขวัญใจของนายทหารทั้งหลาย ที่มีคนระดับกงจู้ มาคอยแนะนำให้กำลังใจ
แต่กงจู้ ก็วางตัวได้ดี เว้นระยะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับคำสั่งของท่านแม่ทัพนายกองทั้งหลาย ทำให้ทั้งบน ล่าง ล้วนชื่นชมกงจู้
แต่นิสัยแท้จริงเป็นเช่นไร
“ นี่เธอ.. เรากลัวมากเลย ให้เราไปหา ลูกสุนัข ลูกแมว เอามา ยี่สิบ สามสิบตัวนึกว่าจะเอามาเลี้ยง รักสัตว์” นางสนมคนรับใช้ พูดด้วยแววตาสับสน
“ นางเอามา ทำเป้าเกาทัณฑ์ ใช่ไหม” อีกคนพูดเรียบๆ
“ ??”
“ เดี๋ยวก็คุ้นนะ มีเรื่อยๆ” .... เสียงสรุปแบบไร้ความรู้สึกใดๆ
“นี่เธอ.. เราเหนื่อยมากเลย ให้เราไปหาของนอกวังมาให้กินแต่ละอย่าง พวกสัตว์ประหลาด พวกแปลกๆ บางทีก็สดๆ ดิบๆ นึกว่าจะมาเลี้ยงตัวอะไร” นางสนมคนรับใช้ พูดด้วยแววตาสับสน
“นางเอามากินเอง แบบมูมมาม ใช่ไหม” อีกคนพูดเรียบๆ
“??”
“เดี๋ยวก็คุ้น มีเรื่อยๆ” .... เสียงสรุปแบบไร้ความรู้สึกใดๆ
“นี่เธอ...” เสียงขาดหาย เพราะอีกคนเอามือปิดปากคนแรก
“เธอรู้ไหม เธอนี่ขี้สงสัยเหมือน เหมยเหมยเลย” อีกคนพูดเรียบๆ
“ ? ? เหมยเหมย ... แล้วตอนนี้ไปทำหน้าที่อะไรแล้วเหรอ” คนขี้สงสัยถาม
“ ไปปลูกต้นไม้” เสียงเรียบๆ
“ งานหนักเลยเหรอ”... ยังสงสัย
“ ไม่หนัก เป็นปุ๋ย” .... เสียงสรุปแบบไร้ความรู้สึกใดๆ
ราชวังที่กว้างใหญ่ ประดับประดาด้วยไฟสว่างไสว ตกแต่งอย่างวิจิตร เสานับร้อยต้น แต่ละต้น ราวสามคนโอบ หุ้มด้วยทองคำ ตบแต่งแกะสลักตั้งแต่โคนถึงยอดเสา
เส้าเจ่าโถวกงจู้ พาตัวให้หมุนวน ร่ายรำ ล่องลอยไประหว่างเสา พร้อมกับร้องเพลงเบาๆ
ต้องหยุดกึกเพราะเพิ่งเห็น ฮ่องเต้นั่งอยู่ในมุมมืด เงียบๆ คนเดียว
“ท่านพ่อ กำลังทำ.......” ทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น เอนตัวพิงไปที่ขาฮ่องเต้ เสียงเจื้อยแจ้ว ดุจระฆังแก้ว คำว่า “อะไร” ยังไม่ทันหลุดจากปาก ต้องหยุดกระทันหัน เมื่อมองเห็นดวงตา ที่หม่นหมองของฮ่องเต้
“ ข้า เป็นอะไร” ฮ่องเต้ ถามบุตรสาวแบบเสียงลอยๆ
“ เป็นฮ่องเต้ เป็นเทพในร่างมนุษย์ เป็นสูงสุดของพสกนิกร ซิเพคะ” กงจู้ตอบแบบหยั่งเชิง ว่าเรื่องอะไร
“ ทุกคนมันต้องกราบไหว้เราใช่ไหม”
“ใครไม่กราบไหว้ เราก็ให้มันไปปลูกต้นไม้ซิเพคะ”
“ใช่ ถ้าไม่รักเรา ไม่เคารพเรา ก็ไปปลูกต้นไม้ เหอ เหอ เหอ “
เสียงหัวเราะ ไล่ความรู้สึกอึดอัด ที่กดทับ แต่กลับ เป็นเสียงที่เย็นเยียบแทน
“ท่านพ่อ มีอะไรให้ลูกได้ทำบ้างไหม พักนี้ลูกรู้สึกเนื้อตัวปวดเมื่อย ไม่ได้ออกแรงอะไรบ้าง” กงจู้ พูดด้วยเสียงเรียบๆ
“เมื่องานฉลองครบรอบที่ผ่านมา คนที่มาเราก็รู้ว่า มันเกณฑ์กันมา ลานหน้าพระราชวังยังไม่เต็มเลย ลูกเห็นไหม” ทอดถอนหายใจ แล้วกล่าวต่อ
“ ที งานวัด มันไปกันเอง เต็มล้นออกมาถึงนอกเมือง ที่มากไปกว่านั้น มันยังตะโกนกันว่า
“หว่อเหมินหอิงเล่อ
หว่อเหมินหอิงเล่อ
หว่อเหมินหอิงเล่อ”
( ชิตังเม)
หว่อเหมินหอิงเล่อ
หว่อเหมินหอิงเล่อ”
( ชิตังเม)
มันน่าเจ็บใจ มันบังอาจชนะเรา”
“น่าเอาไปปลูกให้เต็มป่า”...ฮ่องเต้ พูดด้วยสายตาแวววาว
….
**วันก่อน สมควร ฟังหลวงพี่รูปหนึ่งเทศนา เรื่องที่พระพุทธเจ้าเทศน์โปรด ทั้งคืน ให้กับ ผัวเมียที่มีผ้าแบ่งกันห่ม เมื่อผัวเอาผ้าห่มนั้นถวายพระพุทธเจ้าตัดความตระหนี่ได้แล้ว ก็พูดด้วยความปิติว่า “ ชิตังเม ชิตังเม ชิตังเม เราชนะแล้ว”
พระเจ้าปเสนทิโกสล ได้อยู่ในที่ประชุมนั้น ได้ยินก็ไม่พอใจ
สมควร สงสัยว่าทำไม พระเจ้าปเสนทิโกสล ทำไมไม่พอใจ ..คิดวนไปมา สู้ไปถามหลวงพี่มหาสักองค์แล้วกัน
ก็ได้คำตอบมาว่า ... เหมือนนักปีนเขา ที่แข่งกันขึ้นไปถึงยอดเขาที่สูงสุด ไปปักธงแล้ว ก็ดีใจว่า อยู่จุดสูงสุด ก็ไม่พอใจที่ใครจะมาบอกว่า ฉันไปได้สูงกว่าเธออีก
ทำนองเดียวกัน ความเป็นขัตติยะของพระเจ้าปเสนทิโกสล อยู่ที่สูงสุดในสังคม ก็เกิดมานะความถือตัวว่า ต้องไม่มีใครมาเหนือท่าน เพียงได้ยินว่า ชิตังเม ชิตังเม ก็ไม่พอพระทัย
แต่ดีที่ได้กัลยาณมิตรเอกของโลก คือพระพุทธเจ้าอยู่ ณ ตรงนั้น จึงทำให้เหตุร้ายกลายเป็นดี
….
..
บ้านที่สมควรกับแม่มาเช่า อยู่ในซอยเล็กๆ เขตปริมณฑล ทุกวันสมควรลงรถเมล์ที่ปากซอย แล้วก็เดินเข้าบ้าน ระหว่างทาง ก็ต้องผ่านบ้านช่อง ร้านรวง ที่สมควรเรียกว่า หนังชีวิต
เจ๊กิม ข้าวเหนียวหมูปิ้ง
ป้าทรัพย์ กับลูกสาวชื่อป้อม ขายโจ๊กตอนเช้า ข้าวต้มหัวปลาตอนเย็น
น้าพวง ขายผลไม้ดอง
เฮียเล็ก อาหารตามสั่ง
ยามเช้า เสียงดังสั่งอาหาร ใส่ถุงซื้อไปทานที่ทำงาน ดังสนั่น คนที่มาอยู่ หอพัก บ้านเช่าทั้งหลาย ก็ออกกันมาพร้อมๆกัน ซื้อพร้อมๆ กัน เหมือนตกอยู่ในสงคราม ต้องฝ่าฟันเข้าไปให้ถึงคู่ต่อสู้ เพื่อให้ได้ของที่ต้องการ
คนซื้อ ผจญ กับศัตรูไม่กี่คน เป็นการออกกำลังกายยามเช้า
แต่คนขาย กลับต้องตกอยู่ในสมรภูมิ ทั้งสั่งของ ตามของ เร่งเร้า ให้ทันเวลา พร้อมกับมือไม้ที่ระวิงไปกับการ ผลิตข้าวของ
มันเป็นการแย่งชิงที่ต้องใช้ไหวพริบ สมควรคิด...
“ ไอ้ป้อม เห็นมันติ๋มๆ แบบนี้นะ วันก่อนผัวมันเมามา อ้าปากจะด่ามัน มันมองหน้าผัวมันทีเดียว ผัวมันสร่างเลย” ป้าขาเมาท์ประจำซอย
“ ตอนมันสาวๆ รุ่นๆยิ่งกว่านี้อีก มันก็เงียบๆ ของมัน ท่าทางออกจะเรียบร้อย มีคนปากซอยแซวมัน มัน ไม่ว่าอะไร แต่ทำอย่างไงไม่รู้ ไอ้พวกนักเลงในซอย ออกไปกระทืบพวกนั้นแทบตาย มันใช้คนอื่นทำแทนมันทั้งนั้น” ป้าขาเมาท์สองเสริม
“มันว่าโจ๊กมันอร่อยที่สุด ใครมาพูดว่าวิจารณ์รสชาติของมัน หรือบอกว่าร้านโน้นดีอย่างนั้น ร้านนี้ดีอย่างนี้ มันไล่ออกจากร้านเลย เอากะมัน”
“มันยังร้ายไม่ได้ครึ่งนึงขอนังทรัพย์แม่มัน เลยนะ”
“ ใช่ เจ๊ ขนาดพ่อมันตั้งแต่รุ่นก็ทำตัวระราน แม่มันยังเอาซะอยู่หมัด นี่เห็นว่าพ่อมันป่วยใกล้ตาย “
“อืมม ..ตอนก่อนมันจะมีผัวนะ มันทำอย่างกะเจ้าหญิง ตอนนี้มาขายโจ๊ก ไม่รู้มันคิดอะไรตอนนี้”
“ แกอยากรู้ แกก็ไม่ไปถามมันล่ะ”
“ ใครอยากรู้ ?” ... ผิดคนไหม
เสียงป้าสองคนคุยกันผ่านไป ...สมควรมองตาม สายตาไปหยุดที่ร้านโจ๊ก ...
…
..
To be continuted 須載 โปรดติดตามตอนต่อไป
**อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปาปวรรคที่ ๙
เรื่องพราหมณ์ชื่อจูเฬกสาฎก
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=19&p=1
ก็ริษยา อาฆาต นี่แหละเพคะ ที่เป็นตัวถ่วงสังคมชาวสารขัณฑ์ให้วุ่นวายหายนะไปทั้งแผ่นดิน ทั้งที่ดินแดนแห่งนี้ก็มีท่านต้าซือฝ่าซือผู้ทรงศีลทรงธรรมอยู่มากมาย ความใฝ่ฝันจะเห็นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ก็จึงเป็นได้แค่ทองชุบ ก็หวังว่าเหตุแห่งหายนะทั้งหลายจะบรรเทาเบาบางลงบ้างนะเพคะ
ตอบลบพวกนี้หายะนะพอๆเหล้ากับบุหรี่
ตอบลบแต่ที่ต่างกันคือมันมีชีวิตและจิตใจ.
เหล้าบุหรียังมีวิธีแก้หรือหยุด
แต่ใจมนุษย์(ป้า)นี้ยากแท้แก้ยาก
ชีวิตก็คงจะไม่มีความสุขเลย
ตอบลบความอิจฉาริษยา เป็นเรื่องน่ากลัวมาก เพราะมันสามารถทำลายได้ทุกอย่าง บางครั้งแม้แต่คนที่รักกันก็ไม่เคยเว้น
ตอบลบแยบยล คมคาย ลึกซึ้งยิ่งนัก
ตอบลบความไม่รู้ของคนทำให้เข้าใจผิดพลาด
คลาดเคลื่อน เป็นบาปติดตัวไป
ทำไมเส้าเจ่าโถวกงจู้กับไอ้ป้อม นิสัยเหมือนกันเลยหละ ยิ่งแม่ไอ้ป้อมที่ชื่อนังทรัพย์ ก็คงเหมือนพระมารดากงจู้ละมั๊งเพค่ะ เอาพระบิดาซะอยู่หมัด
ตอบลบ55555555555
ตอบลบเพิ่งได้มาอ่าน ตอน 12 ฮามาก อย่างนี้ต้องย้อนไปตามอ่าน ตอน 1 ละ
ตอบลบไม่เคยได้อ่านเลยสักตอน แต่ตอนนี้ได้อ่านแล้วทำให้สนใจจะอ่านตั้งแต่ตอนที่ 1 จะหาอ่านได้ที่ไหนนะ ฮิฮิ
ตอบลบกงจู้ชอบปลูกต้นไม้............
ตอบลบ