ดัชนีโลหิต

ดัชนีโลหิต

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 18 ตงฉ่าง..กระบือ




ค่ำคืนอันหนาวเหน็บ บุรุษในชุดเครื่องแบบตงฉ่าง สองสามคน นั่งถูมืออังกับไฟที่ก่อขึ้นมา ฟืนแตกส่งเสียงดัง ท่ามกลางความเงียบ ..

มีเสียงจากโซ่ตรวนของผู้ต้องขัง ดังมาเป็นระยะ ความหนาวเย็นที่แทรกซึม ไปตามโซ่ตรวน ไม่มีใครที่จะหลับลงไปได้ แต่ก็พยายามไม่ขยับตัวเพื่อสัมผัสความเย็น

อาศัยห้องขังที่ทั้งเย็นทั้งชื้น ผู้คุมสองสามคน เข้าเวรยาม ต่างก็พูดคุยฆ่าเวลายามค่ำคืนให้ผ่านพ้น 

"ข้าย้ายสังกัดมาเข้าหน่วยงานตงฉ่างตั้งแต่เริ่มตั้ง นับว่าเป็นกลุ่มผู้ก่อตั้ง " ริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าขยับตามจังหวะการพูด ผู้คุมหน้าตาเหี่ยวย่น น่าจะเป็นหัวหน้าเวรยามเริ่มเรื่อง

"นี่ก็ใกล้วันที่ ๓ ตุลา จะครบรอบปีที่ ๑๔ ของการก่อตั้งตงฉ่างแล้ว" ผู้คุมหน้าขาวซีดต้องเค้นเสียงออกมา ฟังแปร่งๆหู

"เฮ้อออ.. "เสียงถอนหายใจ ดังขึ้นพร้อมๆ กัน

"จะอยู่กันถึงเหรอ" เสียงที่เค้นออกมากับ สายตาลอยบนใบหน้าขาวซีด
"นั่นนะซิ พี่ท่าน"  ผู้คุมที่ร่างเล็กสุดนั่งเงียบๆ มานาน ตัดพ้อ

"เรื่องนี้ มันพลาดได้ไง" หัวหน้าส่งเสียงถาม

"มันก็ทำกันมาหลายรายแล้วนะ คนเราก็มีเกิด เจ็บ ตาย มันก็ตายทุกวันนั่นแหละ" คนหน้าขาวตอบเสียงแปร่งๆ

"แต่ไม่น่ามาตาย ระหว่างถูกคุมขัง ด้วยวิธีพิศดาร "  ผู้คุมร่างเล็กเสริม

"ก็มันทำกันจนคุ้น เรื่องจัดการแบบนี้ เพื่อปิดคดี ปกปิดเรื่องราว" หัวหน้าพูดแบบ สรุป

"พวกเราตัวเล็กตัวน้อยก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย"  ผู้คุมหน้าขาวกล่าวต่อ

"นี่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เมื่อก่อน ข้าไปเดินที่ร้านตลาด พอเห็นตราที่ข้าแขวน สาวๆ ออกมายิ้มแย้มทักทาย" ผู้คุมร่างเล็ก ทำหน้าตาบ่งบอกถึงความเบื่อหน่าย

"แล้วเดี๋ยวนี้เป็นไง" หัวหน้าสนใจถาม

"มันเอาน้ำสาด" 

"เฮ้อออ.." เสียงถอนหายใจ ดังขึ้นพร้อมๆ กัน

"หรือว่าหน้าที่กำจัด ขยะสังคม มิใช่หน้าที่พวกเรา ชาวบ้านถึงได้ออกมาวุ่นวาย ถามหาเรื่องการตายที่เกิดภายในนี้" ผู้คุมหน้าขาวปรารภ

"คนที่ตายก็มิใช่คนที่ทุกคนรู้จัก แถมยังเป็นคดีความกันด้วย ทำไมเกิดวุ่นวายได้" ผู้คุมร่างเล็กกล่าวด้วยความสงสัย กล่าวต่อไปว่า

ที่ชาวเมืองให้ความสนใจเพราะ การตายแบบไม่แนบเนียน มีเงื่อนงำ แบบนี้ กลัวว่าวันหนึ่งตนเองอาจจะโดนใช้วิธีนี้  

ครั้งนี้เลยรวมตัวกันต่อกรกับอำนาจรัฐ เพราะความกลัวแท้ๆ 

"เฮ้อออ.." เสียงถอนหายใจ ดังขึ้นพร้อมๆ กัน

"ข้าว่า เพราะอาปื๊ด แน่เลยที่ลงมือ 
อาปื๊ดมันต้องแอบย่องเข้ามา ผ่านด่านสามสิบหกด่าน ขึ้นไปถึงชั้นหก ผ่านเวรยามหนาแน่น ค่ายคูประตูกล แถมยังมีรหัสกุญแจ ที่มีเฉพาะแต่เจ้าหน้าที่คุมขังทราบ " ผู้คุมร่างเล็กกล่าวด้วยตาวาวกระทบแสงไฟ" 

"มันต้องไปรีดหาข้อมูลเกี่ยวกับเงินทอง" ผู้คุมหน้าขาวซีด 

"มันคงได้ข้อมูลแล้วถึง ปิดปาก " ผู้คุมร่างเล็กรับลูก

"หรือว่า มันไม่ต้องการให้เปิดปากตั้งแต่ต้น เพื่อสาวไปถึงคนที่อยู่เบื้องหลัง" หัวหน้าหน้าย่นกล่าว

"แต่ข้าก็สงสัยว่า ทำไมมันผ่านด่านเข้าไปทำให้คนในห้องปิดสนิท ตายได้"  ผู้คุมหน้าซีด พูดขำๆ 

"ดูจากการตาย เกิดจากฝ่ามือที่กระแทกไปที่ชายโครงขวา จนอวัยวะภายในบอบช้ำ" หัวหน้าหน้าย่นเสริม แบบกระแนะกระแหน

"แต่หัวหน้าใหญ่บอกกับ ประชาชนว่า ตายเองนะ ผูกคอตาย กับบานพับ" ผู้คุมร่างเล็กละล่ำละลักกล่าว

ทุกคนหันมามองหน้าคนพูด ดุจดั่งมองเห็นตัวประหลาด

"เฮ้อออ.. "เสียงถอนหายใจ ดังขึ้นพร้อมๆ กัน




"เมื่อวานนี้ หัวหน้าใหญ่เรียกประชุม ระดับหัวหน้าแผนกน้อยใหญ่ บอกว่า"  หัวหน้าหน้าย่น พูดด้วยเสียงราบเรียบ 


"ข้อแรก ขณะนี้ เกิดการออกไปพูดขัดแย้งกันเอง ในเรื่องรูปคดีความ เรื่องหลักฐาน การดำเนินการ ทำให้อาจจะส่งผลต่อสถานะการคงอยู่ของตงฉ่าง

ข้อสอง ให้ทุกคนหยุดการพูดต่อสาธรณชน และช่วยกันสร้างภาพที่ดี ต่อประชาชน

ข้อสาม ต้องพยายามไม่ให้เกิดเรื่องใดๆ ในช่วงนี้ อดทน และไม่ไปหาเรื่องภายนอก"


"ข้าว่านะ เรื่องทั้งหมดที่มันไปพูดๆ กันน่ะ มันก็ตัวใหญ่ๆ ทั้งนั้น ยิ่งพูดยิ่งเลอะเลือน"  ผู้คุมหน้าซีดแสยะยิ้ม กล่าว

"เดี๋ยวมีการบันทึก เดี๋ยวไม่มีการบันทึก เดี๋ยวเก็บไว้ได้ เดี๋ยวไอ้ที่เก็บไว้เสียหาย อะไรวุ่น แค่ตายเพราะอะไร ยังสรุปไม่ได้ จะแขวนคอทำอัตวินิบาตกรรม หรือ โดนฝ่ามือทำลายอวัยวะพวกเจ้าว่า มันน่าขำไหม"  ผู้คุมร่างเล็ก กล่าวด้วยความเซ็ง

"เฮ้อออ.." เสียงถอนหายใจ ดังขึ้นพร้อมๆ กัน

"ไอ้พวกที่มันมาติดคุกตารางที่นี่ เรานั่งเฝ้ามันมาหลายปีแล้ว เปลี่ยนไปมานับไม่ถ้วน ที่ตายก็บ่อยๆ ไม่เห็นเป็นอะไร " ผู้คุมร่างเล็ก รำพัน

"เราออกจะเมตตาต่อพวกมัน ดูแลมันอย่างกับเป็นเทพเทวดา จะกินอยู่หลับนอน ก็ต้องคอยปรนนิบัติ บริการ ในขณะที่มันนอนหลับสบาย เราต้องถ่างตานั่งเฝ้าพวกมัน  ทำไมเบื้องบน ไม่ปูนบำเหน็จเราบ้าง " เสียงรอดไรฟัน สำเนียงแปร่งๆ ของผู้คุมหน้าซีด ทำเอาบรรยากาศในห้องเปลี่ยนไป

"ครั้งนี้ กลับเรียกเราไปด่าจนไม่มีที่เก็บคำด่าแล้ว มารดามันเถอะ"   หัวหน้าหน้าย่นคล้อยตาม 

"เฮ้อออ.. "เสียงถอนหายใจ ดังขึ้นพร้อมๆ กัน

เสียงโซ่ตรวน ครูดไปกับพื้น เบาๆ   เสียงแหบแห้งดังมา
"นายท่าน  ข้าขอน้ำ" เสียงนักโทษ ดังแผ่วเบา

" เฮ้ย เอ็งจะเรียกร้องอะไรวะ เพิ่งให้ไปเมื่อ สองชั่วยามที่แล้ว (สี่ชั่วโมง)  ไม่ใช่บ้านเอ็งนะโว้ย"
" เลียกำแพงไปก่อนก็แล้วกัน "

ฮ่า ฮ่า ฮ่า ....เฮ้อออ.. เสียงถอนหายใจ ดังขึ้นพร้อมๆ กัน

........
...
..

ถ้วยชาปลิวละลิ่ว กระทบพื้นเฉียดหน้า กงกงน้อย น้ำชากับเศษถ้วยกระเบื้อง กระจายไปทั่วพื้น

"ข้าน้อยผิดไปแล้ว ๆ ๆ เอี้ยกงกงให้อภัยด้วยๆ " กงกงน้อยหมอบโขกศีรษะ ถี่ๆ 

"เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกะเจ้า ไสหัวไปไกลๆ" เอี้ยกงกง พูดเสียงเย็นชา 

กงกงน้อยลนลาน เก็บกวาดเศษถ้วย เช็ดพื้นอย่างรวดเร็ว ก่อนออกไปจากห้อง

"ตงฉ่างมันทำงานของมันอย่างไง เรื่องแค่เล็กน้อยเท่านี้ก็ทำให้เกิดเป็นเรื่องราว ลือไปทั่วทั้งเมือง  

กับการตายของผู้ต้องหาสักคน ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ เสียการงานเรื่องอื่นหมดสิ้น อยู่ในมือแท้ๆ 

จากที่ต้องการให้ไม่มีใครสนใจ กลับดึงความสนใจของคนทั้งแผ่นดินมาที่ตงฉ่าง 

แล้วหน่วยงานที่เป็นแบบนี้จะทำงานลับต่อไปได้อย่างไร

งานลับที่เราให้หน่วยนี้ ไปจัดการ เป็นเรื่องที่อยู่ในเงามืด ก็จะไม่ลับ ไม่สามารถอยู่ในความมืดได้อีก  

แล้วจะทำอย่างไร


เพราะความปรองดอง สมานฉันท์ มันต้องมีค่าใช้จ่าย  ทำอะไร ก็ใช้ตังค์ทั้งนั้น เมื่อใช้งานจบแล้ว 
ตามหลัก นกสิ้นเกาทัณฑ์ซ่อน ก็ต้องกำจัดผู้ที่รู้ความลับทั้งหมด ก็ธรรมดา 

แต่นี่มันกลับทำเรื่องให้คนอื่นสงสัย แล้วยังออกมาพูดโน่นนี่ ส่งเดช ทำให้เพิ่มความน่าสงสัยขึ้นไปอีก

หัวหน้าใหญ่ตงฉ่าง เราก็เลือกไปเอง มันกลับมาบอกว่า ห้ามคนของมันไม่ให้พูดมากแล้ว  

ก็มันพูดไปหมดแล้ว จะเหลืออะไรให้พูดอีก น่าจับมันไปให้ชาวนาใช้แทนกระบือจริงๆ

หรือจะยุบหน่วยงานนี้ 

แล้วจัดตั้งหน่วยงานใหม่ เอาคนเดิมไปสังกัดที่ใหม่ จะได้เอาไว้ใช้งานลับๆ ต่อไป

เดี๋ยวให้แม่ทัพทำคำสั่ง 

ด้วยการกระทำที่ไม่น่าไว้ใจ จึงมีคำสั่งยุบ 

แล้วกระจายคนเดิมไปที่ใหม่ แคก แคก แคก

ไม่งั้น งานหาเรื่องวัดจะให้ไอ้หน้าโง่หน่วยไหนไปทำได้ เพราะเรื่องนี้  มันต้องฟังคำสั่งเราอย่างเดียว จะฉลาดหรือ มีศีลธรรมไม่ได้  

ต้องกระบือล้วน ไม่มีโคปะปน ถึงจะเหมาะกับการไปหาเรื่องรังแกวัด



เบื้องบนสั่งมา ก็ทำไป  

ตอนนี้ฝ่ายสงฆ์เอง ก็ยังขาดราชครู การสั่งงานบังคับต่างๆ ก็ยังวุ่นๆ ทางฝ่าย ท่านผู้หญิงเจี่ย กับทีมงาน ก็ไม่ค่อยสะดวกลงมือ

ก็ต้องอาศัย ไอ้หน่วยงี่เง่าที่ไม่รู้จักพูดนี่อีก อยู่ดี

แคก แคก แคก ....  อยู่มาจนแก่ ก็เพิ่งได้ยิน เอาถุงเท้า มาผูกกับบานประตู... มันเอาส่วนไหนคิด อยากเปลี่ยนตรา ให้มันจริงๆ

.......
...
.

"เอาสีขาวรองพื้นไปก่อน อย่าลืมเอาอะไรปูกันเปื้อนด้วยล่ะ" เสียงรุ่นพี่ตะโกนสั่ง

สมควรปูหนังสือพิมพ์บนเวที เตรียมทาสี เห็นแต่ละหน้ามีแต่เรื่องของ หน่วยงานรัฐกับรูปบานพับ ถุงเท้า เต็มไปหมด ทำให้สงสัยว่ามันเรื่องอะไรกันนี่  อ่านคร่าวๆ แล้ว ก็รู้สึกเซ็งในชีวิตว่า 
"นี่เราต้องอยู่ในความมืดมนของยุคไหนหนอ ขนาดอยู่ในการดูแลควบคุมขนาดนี้ ยังไม่ปลอดภัย 

เรื่องศาลเตี้ย เมื่อไหร่ มันจะหมดไปสักที ระเบียบ กฏหมายต่างๆ ก็คงไม่สามารถทำให้คนดูแลกฏหมาย ปฏิบัติตามกฏหมายเองได้ 

ถ้าไม่มีคุณธรรมอย่างไรแล้ว ก็หาทาง หาช่องแหกกฏหมายอยู่ดี  

แต่ถ้ามีศีลธรรมควบคุมแล้ว กฏหมายที่เขียนไว้ก็คงจะศักดิ์สิทธิ์กว่านี้

......
...
.
To be continuted 須載 โปรดติดตามตอนต่อไป


วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 17 .งามหน้า...ไร้เหตุผล


เมฆลอยมาชนหน้าผา ม้วนตัวขึ้นด้านบน กลืนกินสะพานไม้ที่ทอดข้ามระหว่างหน้าผา 

บุรุษหนุ่มอิ่วจาก้วย ยืนนิ่งดั่งต้องมนต์สะกด สายตาถูกโกวเนี้ยน้อยนางหนึ่ง รวบเอาไว้ ใบหน้าที่งดงามดุจเทพธิดา ท่ามกลางเมฆบางๆ ที่ลอยล่อง  พาใจอิ่วจาก้วยให้หวั่นไหว

เพิ่งเดินลงจากหลังวัดฝ่าซันซือ มาหลังเขาหลีกหนีผู้คน กลับมาเจอโกวเนี้ยน้อยชุดขาว

อิ่วจาก้วยหมุนซ้ายหมุนขวา ทำตัวไม่ถูก มือที่เคยจับกระบี่อย่างมั่นใจ ตอนนี้รู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกินไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน

สะพานก็แคบ  ทั้งโยกโอนเอน กลางสายลมระหว่างหุบเขา ทั้งคู่เดินมาถึงที่ตรงกลางสะพาน

" ขอทานน้อย หลีกทาง" เสียงดุจระฆัง ดังกรุ๊งกริ๊ง  แต่คำพูดที่ดูถูกคนที่เพิ่งเจอ โดยประเมินจากเครื่องแต่งตัวแบบนี้ อิ่วจาก้วย ปกติอาจจะต้องมีปากมีเสียง หรือถึงขั้นลงมือสั่งสอน

แต่วันนี้อารมณ์ดีเป็นพิเศษ เพียงมีความคิดว่าน่าสนใจ 

กระพริบตาถี่ๆ สามครั้ง
" พูดได้ด้วย "  อิ่วจาก้วย หักเหเรื่อง
" เจ้าขอทาน บังอาจพูดกะข้า หลีกทาง"  หน้าสวยๆ เริ่มมีริมฝีปากที่ตรงแหน่ว
" เอ้า.. ใครพูดก่อน" อิ่วจาก้วย เริ่มรู้สึกโกวเนี้ยนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง
"ไม่ได้ถาม ว่าใครพูดก่อน แต่ข้าสั่งให้เจ้าหลีกทาง หูไม่ดีหรือไง" คิ้วดั่งคันศร เริ่มขมวดเข้าหากัน
" ใครใช้ให้เจ้ามาขวางทางข้า  เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาเสนอหน้าพูดกับข้า เจ้าอยากตายหรือไร " เสียงเจื้อยแจ้ว มาเป็นชุด แม้จะดังกรุ๊งกริ๊ง แต่อิ่วจาก้วยรู้สึกไม่ค่อยไพเราะเหมือนตอนแรกแล้ว

"แม่นาง  เราต่างก็เดินมาเจอกันกลางสะพาน สะพานนี้ก็ไม่ใช่ของเจ้า จะให้หลีกให้อย่างไร ท่านหลีกให้ข้าดีกว่าไหม " สติอิ่วจาก้วย กลับเข้าสู่ร่าง

" เจ้านอนคว่ำ เดี๋ยวข้าจะเหยียบข้ามไป" นางเริ่มโมโห

" ท่านจะไปไหน ฝั่งโน้นก็มีแต่วัดฝ่าซันซือ" อิ่วจาก้วยเริ่มหาเหตุผล หลังสติเข้าร่าง
" เจ้าจะมาขุดเผือกอะไร เจ้าขอทาน  ข้าจะไปคุยกะหลวงจีนที่ไหน ข้าไม่บอกเจ้าหรอก หลีกไป ..." พูดไม่พูดเปล่า ชักกระบี่พู่เหลือง ออกมาแกว่งไกว ตรงหน้าอิ่วจาก้วย

อิ่วจาก้วย แกล้งทำหน้าให้เหมือนคนที่ตกใจกลัวอย่างยิ่ง เพราะเริ่มอยากรู้ว่า โกวเนี้ยน้อยนางนี้จะไปทำอะไรที่วัดฝ่าซันซือ
"ไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย ๆๆ"  พูดพลาง เอามือจับราวเชือก แล้วปล่อยตัวให้ออกไปนอกทางเดิน เหมือนตัวที่ไร้น้ำหนักปลิวไปตามกระแสลม

นางยิ้มด้วยความสะใจ ที่เห็นอิ่วจาก้วยกลัวลนลาน ถึงกับกระโดดออกไปห้อยต่องแต่ง ไม่คิดอะไร ก็รีบเดินผ่านไปทันที
" ตกไปตาย ก็ไม่เกี่ยวกะข้า" เสียงลอยมาระหว่างที่เดินผ่าน

อิ่วจาก้วย แอบเดินตามไปห่างๆ สังเกตการณ์ว่านางมีความประสงค์ใดกับ หลวงจีนเฒ่า คู่มือหมากรุก

.......
...


"หลวงจีนเฒ่า  ไม่ต้องทำมาเข้าฌาน ออกมาคุยกันซะดีๆ " นางเริ่มใช้เสียงรุกราน ทำลายความสงบ
" ... " ไม่มีเสียงตอบจากหลวงจีน มีแต่เสียงลมพัดยอดไผ่ ลู่ลมไปมา

"ข้ารู้นะว่า หลวงจีนเฒ่าอยู่ในห้อง  ออกมาคุยกับข้าเดี๋ยวนี้นะ" นางเริ่ม อดทนไม่ได้ 

"ข้าอุตส่าห์ดั้นด้น มานับพันลี้ ปีนเขาขึ้นมาตั้งแต่เมื่อวาน กว่าจะมาถึง ครั้งนี้ถ้าไม่สอนวิทยายุทธให้ข้า ข้าจะอยู่ที่นี่ ไม่ยอมกลับ"

หลวงจีนเฒ่า อาวุโสลำดับที่สี่  ค่อยๆ เดินออกมาจากห้องหับ หยุดยืนมองด้วยใบหน้ามีรอยยิ้ม

"ประสกก็มาด้วย " เสียงเบาๆ แต่มีพลัง อิ่วจาก้วยได้ยินอย่างชัดเจน

โกวเนี้ยนางนั้น  ถึงกับหันหลังกลับมา เพ่งมองอิ่วจาก้วยด้วยสายตาเหยียดหยาม
"เจ้าขอทาน เจ้าตามข้ามาทำไม ที่นี่ไม่มีธุระอะไรของเจ้า" นิสัยคุณหนูเริ่มอาละวาด

อิ่วจาก้วย เดินออกมาจากหลังโขดหิน พร้อมทั้งประสานมือคารวะ มาแต่ไกล

"พอดี ข้าเห็นเสือร้ายมาเพ่นพ่านแถวนี้ เกรงว่าจะรบกวนท่านต้าซือ เลยมาดูแล ปัดกังวลให้"

 พูดคุยกับหลวงจีนอาวุโส ด้วยท่าทีเคารพ โดยไม่เห็นโกวเนี้ยนั้นอยู่ในสายตา

นางยิ่งรู้สึกเหมือนไร้ค่า ไม่ได้รับการเหลียวแล อารมณ์คุณหนูระเบิดออกมา 
"หลวงจีนเฒ่า กะขอทานน้อย จะมาแสดงอะไรให้ข้าดู " กลอกตา ไปมา มองดูคนทั้งสอง

"ประสก ไปแล้วหวนกลับมา คงอยากประลองหมากรุกกันอีก" หลวงจีนพูดด้วยเสียงเรียบๆ

อิ่วจาก้วย เห็นว่าหลวงจีนผู้อาวุโส คงลำบากใจในการต่อกร กับโกวเนี้ยนางนี้  คิดในใจว่า
" นางผู้นี้ ไม่ค่อยใช้เหตุผล เอาแต่อารมณ์ คงเป็นพวกที่ถูกตามใจจนเคยตัว ไม่รู้ว่าเป็นคุณหนูจากบ้านไหน จะมาขอเรียนวิทยายุทธจากหลวงจีนอาวุโส 

หลวงจีนที่ไหนจะสอนให้กับอิสตรี  นางมาผิดที่แท้ๆ เราได้อาศัยอาหารเจ จากหลวงจีนอาวุโส ท่านนี้บ่อยๆ 

การช่วยท่านย่อมเป็นกิจที่เราพึงกระทำ

"ข้าพเจ้า ยังมีความสงสัยในการเดินหมากของต้าซือ ไม่สามารถที่จะหักใจ แม้ว่าแพ้ชนะ ก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่การพ่ายแพ้ แบบหมดรูปนั้น ทำให้ข้าพเจ้าต้องมาขอแก้มือ"  พูดไปก็ยิ้มไป

"เชิญๆ ประสก ทางนี้ " หลวงจีนอาวุโส ผายมือ 


" แล้วเมื่อไหร่เจ้าจะสอนวิทยายุทธให้ข้า"   
" ขอทานนี่ มันให้อะไรเจ้า เจ้ารับเงินจากมันหรือไร ถึงได้สอนมันคนเดียว"
"วัดนี้ ทำไมเป็นอย่างนี้  ข้าเป็นแขกเหรื่อ เดินทางมาแสนไกล กลับไม่มีใครต้อนรับ  เอาแต่กินแล้วนอนหรือไง"
"หากไม่สอนวิทยายุทธให้ข้า รับรองเห็นดีแน่ มีคนที่จะไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้แน่"
"ข้าหิว นะ ไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อวาน ทำไมไม่มีใครถามข้าบ้าง"
"ถ้าพวกเจ้าไม่อยากให้วัดพังพินาศ จงสอนให้ข้า เร็วๆ  ไม่งั้นข้าจะจัดการให้เจ้าไม่มีที่อยู่

"ข้าทำหน้าที่ชาวยุทธที่ดี แสดงไมตรีต่อเจ้าแล้ว แต่เจ้าไม่สนใจข้าไม่สอนวิทยายุทธให้ข้า ข้าก็ไม่เกรงใจเจ้าแล้ว" 
"ข้าไม่ชอบใช้อารมณ์ เอาเหตุผลมาคุยกัน ข้าเดินทางไกลมา เจ้าก็ต้องสอนข้า ไม่ให้ข้ากลับไปเสียเปล่าค่อยสมเหตุผล"

"....#$%@#$%^^&** W " 
........อิ่วจาก้วย เริ่ม งง คนอะไรไร้เหตุผลสิ้นดี 

......
...


สมควร นั่งทานข้าวผัดคะน้า ร้านเฮียเล็ก ในซอยบ้าน กำลังมองดูเฮียเล็กปะทะคารมกับ สาวออฟฟิศ ที่เพิ่งเลิกงานมา ดูเธอวันนี้คงไม่ใช่วันดีของเธอ อารมณ์คงค้างมาจากที่ทำงาน

" หมูเหม็นอย่างนี้ ตายเมื่อปีที่แล้วหรือเปล่า" เธอชี้ไปที่หมูในราดหน้า เสียงวีนแตก
" หมูเฮีย เมื่อกี้ยังดิ้นอยู่เลย" เฮียเล็กพูดหน้าตาเฉย ไม่รู้เหรอไงว่าเค้ากำลัง วีนแตก
" ไม่ต้องมาตลกเลยเฮีย  วันนี้หมูเหม็นขนาดนี้ น่าจะเน่าแล้ว ฉันไม่จ่ายตังค์เฮียหรอก" ไม่รู้จะไปทางไหนที่จะทำให้คู่ต่อสู้โมโหด้วย ก็คิดเบี้ยวซะงั้น
"ไม่เป็นไรหนู มื้อนี้เฮียเลี้ยงเอง" พูดไปยิ้มไป สายตากลับมองข้ามเธอไปหน้าร้าน  

มีสุนัขผ่านมาสองสามตัว เห่าอยู่ เหมือนส่งสัญญาณ ให้ทราบว่าพวกมันมาแล้ว 

" ไอ้ตี๋ เลี้ยงข้าวหมาด้วย" ตะโกนสั่งลูกน้อง เสร็จก็หันมาคุยต่อ แต่ก็พบกับสายตาเขียวปัด ของสาวออฟฟิศนั้น

"เอาไป ไม่ต้องทอน" ....​โยนเงินทิ้งไว้ที่โต๊ะ แล้วก็สะบัดก้นออกไป

สมควรกินข้าวต่อด้วยอารมณ์ดีเป็นพิเศษ..  

คิดถึงพวกที่ชอบด่าว่าวัด ด่าว่าพระในเน็ทเลย 
เห็นเค้าอธิบายอย่างไง ก็ไม่ฟัง เอาแต่ใจ เอามันเข้าว่า ด่าลูกเดียว  

วัดเค้าคงทำกับคนที่มาด่าว่าวัดอย่างเฮียเล็กนี่แหละ 



 บางทีการให้ข้าวปลาแก่หมาสักตัวเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปได้ อารมณ์ของคนในร้านดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

แต่คนที่ควรจะได้คิด จะคิดได้ไหมหนอ

คนหน้างาม ทำไมทำอะไร  "งามหน้า" แท้ 




To be continuted 須載 โปรดติดตามตอนต่อไป





วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 16 เฟ้นหาตัว




เงามืดที่ทาบทาไปยังกำแพง เมื่อหันหลังให้กับหน้าเวที  แสงจากสปอร์ตไลท์สาดส่องสว่างไสว จนไม่เห็นผู้ชมที่เข้ามากัน

เสียงครางของระบบทำความเย็น ที่คงเก่าแก่พอๆ กับห้องประชุม ยุคเรเนอซองส์ ส่งเสียงก๊อก แก๊กๆ พอให้รู้ว่ายังปล่อยลมหายใจเย็นๆ ออกมาให้ แต่ก็ไม่เพียงพอต่อขนาดของห้อง และ อุณหภูมิโลกที่เปลี่ยนไป

" ไอ้พวกบนเวทีเหงื่อมันออกอย่างกะอาบน้ำนิ  น้ำหยดติ๋งๆเลย"
" เฮ้ยๆ เห็นเปล่าๆ "
เสียงแว่วๆ มาจากแถวหน้า พร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ


"ใช่ซี้สสส  หน้าปลาจวดพวกนี้ มันจะไปดูศิลปการแสดงอะไรรู้เรื่อง ก็จะมาดูแค่สาวๆ ละว้า"  ความคิดของสมควรที่ยืนกำกับการแสดงอยู่ข้างหลังม่าน

"จะไปหาตัวมาเล่นตามบทอย่างไงหว่าเนี่ย แต่ละคนก็พวกพิสดารเกาะอสรพิษทั้งนั้น  ไอ้พวกแถวหน้านี่ น่าเอามาเป็นพวกระเบิดพลีชีพดีไหม" สมควรกวาดสายตา ตามเก้าอี้แถวหน้า


นักแสดงเวที ของชมรมการแสดงมีผลงานการแสดงสม่ำเสมอ ส่วนมากก็จะเป็นเรื่องสั้นๆ จบในชั่วโมงเดียว หรือ เป็นการแสดงความสามารถในด้านการเต้น การร้อง

ส่วนที่จะเป็นเรื่องเป็นราวซีรีย์แบบหนังเกาหลีนั้น ยังไม่รู้ว่าจะทำได้ไหม   โครงการที่สมควรได้นำเสนอผ่านกรรมการไปแล้วนั้น ว่าเทอมหน้าแทนที่จะ มีร้องรำทำเพลง ไม่เป็นเรื่องราว ก็เอาทั้งหมดมาบรรจุลงในเรื่องราวที่ยาวตลอดเทอมเลย
จะเป็นการเรียกคนดู ให้มาติดตาม เหมือนละครตอนทุ่มนึง

ที่ประชุมก็ถกเถียงกัน พอเป็นพิธี  สุดท้ายก็มาติดตรงที่ว่า แล้วจะเล่นเรื่องอะไรล่ะ
นางสิบสอง  แก้วหน้าม้า แค่ชื่อมาแปะ ก็คงเป็นยันต์กันคน เผ่นกันทั้งโรง
เอาหนังฝรั่ง นิยายในตำราเรียน  เอานั่นๆ นี่ๆ  ตกกันไม่ลง  ทั้งหมดทั้งสิ้น ก็หันมาที่ สมควร

" กรรมใดใครก่อ  ใครเสนอคนนั้นทำ"  ที่ประชุมจึงมีมติ เป็นเอกฉันท์ ให้สมควรไปเขียนนิยาย มาเป็นบทละครใช้เล่นตลอดเทอม..



จอมจินตนาการ ฟังแล้วไม่ได้หนักใจอะไร เพราะหลังจากที่เสนอไปแล้วนั้น ก็หลุดไปโลกอื่นนานแล้ว...

......
...

ปังเตอหลูเอี้ยกงกง  ช่วงนี้กระชุ่มกระชวย อาจจะเป็นเพราะรับยาที่ หัวหน้าองครักษ์จัดให้สม่ำเสมอ  หน้าตามีเลือดฝาด เปล่งปลั่ง

วิชาดัชนีโลหิตที่ เอี้ยกงกง สำเร็จนั้น สำคัญที่กำลังภายใน เป็นลมปราณเย็นที่รีดมาทางปลายนิ้ว มีพลังคมกล้าจนมีเสียงหวีดหวิว ตัดเหล็กดุจตัดหยวก

"ฝ่ามือขจัดดัชนี พระไม่อยู่ โลหิตเปื้อนปฐพี" เอี้ยกงกง รำพึงเบาๆ

เราไม่เข้าใจ ยอดวิชาขนาดนี้ ทำไมถึงแพ้แก่ฝ่ามือยูไล ของทางสงฆ์ได้
72 ฝ่ามือยูไล  ก็ไม่เคยได้ยินว่า ไร้ผู้ต่อต้าน แต่สามารถขจัดดัชนี ความลับมันอยู่ที่ใด



คิดไปคิดมาเอี้ยกงกง เริ่มสับสน หน้าตาแดงก่ำ พุ่งตัวออกมาทางบานหน้าต่างที่เปิดอ้าอยู่ สะบัดดัชนี หวีดหวิว บาดแก้วหู  กิ่งไม้ ใบไม้กระจุยกระจาย   ทั้งโดด ทั้งสะบัดฝ่ามือ ฝ่าเท้า ม้วนตัว พุ่งพลังดัชนี ไปรอบทิศทาง

ผ่านไปชั่วธูปหมดดอก  เอี้ยกงกง หยุดยืนสงบนิ่ง 
มองดูรอบตัว 

" แคก แคก  วันนี้ แต่งใบ ตัดกิ่งเป็นตัวกิ้งก่า ได้เหมือนมาก" 
เสียงลำพองดีใจ  คิดว่าการใช้พลังดัชนี เพื่อควบคุมลมปราณที่พลุ่งพล่านออกไปทั้งที ได้แต่งกิ่งไม้ไปด้วย ก็ดี  ดีกว่าไม่ได้อะไร 
เดินมือไพล่หลังกลับเข้า ห้องพักไปหา ชาโสมดื่มต่อไป



" เหมือนนิ" กงกงน้อยยกสำรับข้าวที่เก็บออกมาจากห้องเอี้ยกงกง  หันไปบอกเพื่อนขณะเดินผ่านพุ่มไม้รูปสัตว์เลี้อยคลานหางยาว 
" เหมือนตัวอะไร ล่ะ จะกิ้งก่า หรือจะจิ้งจก หรือ ตุ๊กแก  "   เพื่อนกงกงน้อยอีกคนถามด้วยความสงสัย
" อืมม.......... " คิดนิดนึง

"ตัวเอี้ยยย  ก็แล้วกัน " 
เพื่อเป็นเกียรติแก่ เอี้ยกงกง   กงกงน้อยๆ จึงตั้งชื่อตัวที่ไม่รู้จะเอาอะไร ให้ตามชื่อท่านเอี้ยกงกง แล้วก็หัวเราะกันตามประสาเด็กๆ

.......
...

ผู้อาวุโส ทั้งสี่ มีสีหน้าเรียบเฉย ตาที่หลุบต่ำ ซ่อนอยู่ในเงามืด ควันจากธูปที่บูชาพระ ยังลอยอ้อยอิ่ง 

" คราวนี้คิดว่า จะมีวาสนาในคราเคราะห์ " ตั้วซือแป๋รูปแรกเอ่ย
" ผู้ที่จะได้รับการสืบทอด ฝ่ามือยูไลคงจะปรากฏ" ยี่ซือแป๋รูปที่สองกล่าวตาม
" หมู่มารจะสูญสิ้น" ซาซือแป๋รูปที่สามเสริม

ทั้งสามหันมามองหน้า สี่ซือแป๋รูปที่สี่

" ไม่ต้องพูดทุกคนก็ได้" พูดเสร็จก็มีรอยยิ้ม 

เพราะคิดถึงการตัดสินใจที่จะถ่ายทอดวิชาฝ่ามือยูไล ขั้นสูงสุด ให้กับคนที่เหมาะสมแล้ว กลับกลายมาเป็นหน้าที่สำคัญที่ท่านเองต้องรับผิดชอบ

" ไปๆ มาๆ ยังไม่รู้ว่าบุรุษหนุ่มนั้นชื่ออะไร" เสียงเอ่ยเบาๆ เหมือนรำพึงกับตนเอง

"ผู้อาวุโสทั้งสี่ เมื่อมีทางออกอย่างนี้ ก็คิดว่าสถานการณ์คงผ่านพ้นไปได้  ป่าไม้มอดไหม้ แต่ภูเขายังอยู่  เราจะพยายามดูแลวัดให้พ้นภัย แต่ก็ไม่แน่ใจว่า ศึกนี้ผ่านพ้น จะสูญเสียกันเท่าไหร่  ที่เป็นห่วงก็เพียงวิชาฝ่ามือยูไล จะต้องมีผู้ที่เหมาะสมสืบต่อ" ท่านเจ้าอาวาสพูดด้วยความเด็ดเดี่ยว

......
...
To be continuted 須載 โปรดติดตามตอนต่อไป










วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 15 ความจริง..ความตาย




เช้านี้ ก็เหมือนทุกวัน สมควรเดินผ่านร้านค้าในซอย ได้ยินเสียงพูดคุยกัน เหมือนจะพูดเรื่องเดียวกันไปหมด




ร้านโจ๊ก

"อย่างนี้มันจะอย่างไง โจรปล้นไปหาตำรวจ ตำรวจปล้นจะไปหาใคร"

"นั่นซิเจ๊ นี่ขนาดไปอยู่ในความดูแลใกล้ชิดนะ "
"เห็นว่า เอาถุงเท้ามาผูกคอน่ะ เค้าว่า "
"ถุงเท้าเนี่ยนะ "

" เออ เด็ดกว่านั้น ไปเกี่ยวไว้กับบานพับ มีติ่งออกมาเซนต์นึง "
" เกินไปน่าเจ๊ "



ร้านกาแฟ

" เลินลีๆ เลี๋ยวหกล้มปาย มันจะเอาไปปฐมพยาบาล ตับแตกเลยนะอาตี๋"

"เตี่ย ล้อเล่นน่ะ ตลกแล้วเตี่ย"

"อ้าว ไอ้ตี๋ ถ้าเอ็งทำผิดอะไรอย่าใส่ถุงเท้า ไปติดคุกนะโว้ย อาตี๋"

"มันเกี่ยวอะไร เตี่ย"

" เดี๋ยวขากอากาก " แฮ่ แฮ่




นักศึกษาเดินนำหน้า คุยกัน

" DSI แย่เลยนะ "
"แย่อย่างไง"
" ก็เค้าบอกตั้งแต่ต้นแล้ว "
"บอกไร "
" Die Sure I'm นี่ไง"
" อึ๋ยยย"


สมควรฟังๆ แล้วก็ไม่รู้เรื่องอะไร เลาๆ ลางๆ ของภาพตัวละคร หน่วยตงฉ่าง ที่สมควรกำลังวางแนวเรื่องสำหรับละครเวที ก็ค่อยๆ ปรากฏภาพมา

......
....
..




สำนักงานกำกับการค้าเปิดประตูกว้าง สายลมพัดเอื่อยๆ หอบเอาไอแดด เข้าไปภายใน  อากาศที่อบอ้าว ยังไม่เท่าเรื่องที่กำลังพูดคุย

"น้องเรา เมื่อเบื้องบนเปิดทางให้เราทำน้ำให้ขุ่น จะได้จับปลาหลงน้ำได้เต็มที่ เราจะเริ่มที่ศูนย์รวมจิตใจของหมู่ชนก่อน อาศัยราชการเป็นเครื่องมือ จัดการฟ้องร้องวัดฝ่าซันซือ"


" พี่ใหญ่ จะดีเหรอ ใช้วิธีฟ้องร้องวัด ยืมมือพวกราชการกลับไปเล่นงาน แล้วถ้าวัดเค้าบอกว่าไม่ได้ทำ มีพยานยืนยัน จะทำอย่างไง"

" จำไว้ น้องม้าน้าว สิ่งที่พิสูจน์ยาก ใช้เวลานาน และคนทั้งหลายพร้อมจะเชื่อ คือ เรื่องสองเรื่อง"

ม้าน้าว นั่งนิ่งคิดในใจ ก็มุกเดิมๆ ล่ะวะ แต่ปากกลับกล่าวว่า " เรื่องใดพี่ใหญ่ ที่บรรพชิตจะตกเป็นเชลยของสังคม" ม้าน้าวทำหน้าครุ่นคิด



" สตรี เลอโฉม และ ทรัพย์สินเงินทอง สองอย่างนี้ คนจะเชื่อก่อน กว่าจะพิสูจน์​ก็ต้องพูดกันให้ตายไปข้างนึง"


"บรรพชิต หลีกหนีไปฝึกวิทยายุทธ ไม่ยุ่งเกี่ยวอิสตรี ทำไมถึงเรื่องสตรี จึงมีคนเชื่อ. " ม้าน้าวแย้ง


"เพราะนิสัยคนใฝ่ต่ำเชื่อสิ่งที่อยากเชื่อ ไม่ใช่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นจริง" เฮียพะบุ้ง พูดพลางลูบหนวดพลาง


"แล้วเรื่องเงินทองเล่า พี่ใหญ่ "


"เรื่องนี้ข้ารู้ดี เพราะความอยากมีเงินทองก็เป็นเช่นเดียวกัน ยิ่งวัดใหญ่ คนมามาก เงินบริจาคมาก คนที่คิดว่าวัดจะทำเรื่องไม่ดี ก็ง่าย เหอ เหอ เหอ"


"ต่อให้มีวิทยายุทธล้ำเลิศ ก็ยากผ่านสองด่านนี้ "

"ทำไมท่าน กับ สำนักตงฉ่างถึงได้ เร่งรัดรวบรัดเรื่องนี้ 
ในตงฉ่างไม่มีคน ที่ไม่เห็นด้วยกับการที่เราจัดการวัดเชียวหรือ"

"ไม่ใช่ไม่มี แต่มิกล้า"

"มิกล้า?"

"ก็ใครกล้า แพร่งพราย หรือบังอาจไม่ทำตามคำสั่งที่สั่งลงมา ก็อาจประสพเภทภัย มิรู้ตัว"

เฮียะพะบุ้งกระแอมเบาๆ แล้วพูดต่อ "อย่างเร็วๆ นี้ แม้แต่เจ้าหน้าที่อาวุโส เก็บตัวในห้องแน่นหนา อยู่บนหอ ชั้นหก ยังมิอาจรอดพ้น ตกตายอย่างมีเงื่อนงำ


"ไม่ใช่แล้ว คดีนั้นเค้าว่า อัตตวินิบาตกรรม มิใช่เหรอ" ม้าน้าวเอามือลูบหัวตัวเอง รู้สึกสมองเริ่มร้อน


"น้องเรา ช่างอ่อนประสบการณ์แท้ ในตงฉ่างถ้ามันไม่ให้เจ้าตายแม้นเจ้าอยากตายก็ตายมิได้ แต่ถ้ามันอยากให้เจ้าตายแม้หนีไปสวรรค์ชั้นหกเจ้าก็มิอาจเลี่ยง" เฮียะพะบุ้ง ส่ายหน้าไปมา ดุจกำลังพร่ำสอนหนังสือ เด็กน้อย

"จากสภาพศพ ใครมันจะร้อนตับแตกได้ นอกจากโดนฝ่าเท้าไร้เงา หรือ พลังฝ่ามือสะบั้นหัวใจ. ทำลายอวัยวะภายใน 


มีแต่คนตายเท่านั้น ที่เก็บความลับได้"


"พี่ใหญ่ รู้มาก ปากดี ประเสริฐแท้. เรื่องชั่วช้าสามานย์ใดๆ พี่ใหญ่ รู้หมด นับถือ นับถือ 
น้องเล็กด้อยประสบการณ์ อาศัยการเรียนรู้ จากการที่พี่ใหญ่ เที่ยวไปพูดตามหอเริงรมย์ทั่วเมือง แม้ไปยืนประกอบฉากหลังบ่อยๆ ก็ยังทำให้ความรู้เพิ่มพูนและเกื้อกูลความเลวในตัวได้อย่างยอดเยี่ยม "  ม้าน้าวชื่นชมสองส่วน แอบด่าเจ็ดส่วน อีกส่วนมึนงงสงสัยระบบบ้านเมือง

"ซือแป๋ เอยซือแป๋ พลังฝ่ามือยูไล กับลิ้นไร้กระดูกนี้ ใครจะมีอำนาจทำลายล้างได้มากกว่ากัน"  ม้าน้าวคิดถึงวันคืนที่กล้ำกลืนฝืนทนอยู่ในวัด ด้วยความพยาบาท คงใกล้ถึงวันได้ล้างแค้นที่สุมอยู่ในอก 


"พี่ใหญ่ ข้าสงสัยอีกเรื่อง แล้วถ้ามีการตัดสินคดีความแล้วความจริงปรากฏ พวกเราจะอยู่อย่างไง"

เฮียะพะบุ้ง หันขวับมามองม้าน้าวด้วยสายตาดั่งมองตัวประหลาดผุดขึ้นมากลางน้ำ
"เหอ เหอ เหอ น้องเล็ก เจ้านี่ ช่างโง่งม ใครหน้าไหนจะกล้าตัดสินไปตามคดีความตามความจริง มีแต่ละครเปาบุ้นจิ้นเท่านั้น

ใครลองไม่ตัดสินไปตามที่เอี้ยกงกง บัญชามา มีหวัง ได้ไปเก็บหิน นับหอยอยู่ริมทะเล เหอ เหอ เหอ"


ม้าน้าว ปวดหัวตึบๆ รู้สึกรอยหยักในสมองเพิ่มขึ้น ทำให้ปวดตับเล็กน้อย



...

..

.


เสียงระฆังเรียกประชุม เพิ่งสงบเสียงไปไม่นาน  เหล่าหลวงจีนน้อยใหญ่ ต่างก็สงสัยว่าเกิดเรื่องอะไร สัญญาณแบบนี้ ต้องมีเรื่องสำคัญระดับผู้อาวุโสของวัด และเจ้าอาวาสเท่านั้น

" ท่านเจ้าอาวาส ท่านตัดสินใจเช่นนี้ เป็นการเดินหมาก จากดับ เป็นเกิด "

" หากทุกคนไม่เข้าใจ จะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่"

" น้ำเพียงน้อยนิด มิอาจดับไฟกองใหญ่ได้ เพียงแต่กำจัดวงให้ไฟไหม้ แค่บางส่วน "


".... อืมม"

อาวุโสทั้งสี่ท่านต่างแสดงความเห็น


"ผู้อาวุโส ทั้งสี่ ไม่ต้องกังวล หมากตานี้ร้ายกาจนัก อาศัยตาเดินเพียงตาเดียว ทำลายทั้งกระดาน

จากดับเป็นเกิด ดูเหมือนว่าเรากำลังจนแต้มไม่มีตาเดิน แต่เราเพียงสงบนิ่ง ดูการเคลื่อนไหว 
ขอให้นิ่งจนถึงที่สุด ดุจดั่งภูผา ที่ลมพายุโหมกระหน่ำเช่นไร ก็ไม่เคลื่อนไหวแม้องคุลี 

ความอดทนนิ่งนี้แหละที่จะเป็นดั่งเรือ ที่ให้เราใช้โดยสาร ข้ามทะเลแห่งความไม่เข้าใจ ไปสู่ฝั่งความจริงในใจของผองชนได้

ทุกเรื่องราว อีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องการ คือ  เวลา  เพราะเวลากำลังกลืนกินผู้บงการฝ่ายนั้นเช่นกัน เมื่อถึงที่สุด ร้ายก็จะกลับกลายเป็นดี  

อธรรม ไม่เคยชนะฝ่ายธรรมะได้เด็ดขาด แม้ว่าเริ่มต้นฝ่ายอธรรม รวมตัวกัน ด้วยความโหดเหี้ยม ร้ายกาจ อาจจะทำให้ดูเหมือนมีชัยในเบื้องต้น แต่ตอนท้ายเมื่อต้องแบ่งส่วนกัน ก็จะไม่สามารถแบ่งได้ลงตัว 

เมื่อมีความระแวงในทุกสิ่ง ใครจะทนยอมให้คนอื่นเอาเปรียบตนได้   

ต่างฝ่ายต่างถือคติ ลงมือก่อนได้เปรียบ 

ฝ่ายอธรรมจึงมักจะมีการ 
ตัดตอน 
ปิดปากในที่สุด 

อีกเรื่องที่ "เวลา" ทำหน้าที่ของมันคือ 

เปิดเผยความจริง
คนจริงเท่านั้นที่จะยืนหยัดอยู่ได้
คนไม่จริง ของไม่จริง เรื่องไม่จริง หลอกลวงจะต้องพินาศไปตามเวลา

นี่จึงเป็นอานุภาพของ เวลา

ดังนั้นศึกครั้งนี้  ธรรมะต้องชนะอธรรม "


"เรื่องข่าวลวง ข่าวลือที่ปล่อยมา เราจะแก้ไขอย่างไร"

" สิบกว่าปีก่อน ที่ท่านเก็บตัวฝึกวิชา ไม่มีใครแก้ไขข่าวลือ จนบัดนี้ยังมีคนเชื่อเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องอีกมากมาย "


" ครั้งนี้เรื่องเก่าเรื่องใหม่ประจวบเหมาะเข้าด้วยกัน หากไม่เร่งแก้จะยุ่งไปมากกว่าเดิม"

" ..เอ้อออ"


ผู้อาวุโสทั้งสี่ ต่างออกความเห็น 

ท่านเจ้าอาวาส พริ้มตาใบหน้าสงบนิ่ง ค่อยๆเปล่งเสียง

"ครั้งนี้ มิใช่ครั้งก่อน การชี้แจงมิใช่ทำไม่ได้ แต่เหมือนน้ำบ่ามา หากเอาตัวเข้ากั้น อาจโดนพังทลายไปกับสายน้ำ ครั้งนี้ จักใช้ยี่สิบตำลึง ปาดพันชั่ง เอาพลังข่าวร้ายทำให้เกิดความสนใจจากคนทั้งแผ่นดิน แล้วจึงทำความจริงของเรื่องราวให้ปรากฎให้ประจักษ์กับสายตา


 เมื่อมือไม่มีแผล แม้กำยาพิษก็มิอาจทำอย่างไรกับเราได้ เราไม่มีความผิด หากความจริงปรากฎได้ จักทำลายเรื่องข่าวไม่ดีทั้งหมด รวมทั้งข่าวเล่าลือครั้งก่อนลง

ต้องระดมศิษย์จากทั่วทุกแคว้น วิทยายุทธไม่ต้องสูงล้ำ แต่ทนทานต่อการก่นด่า และสามารถให้คำชี้แจงได้

เราไม่อาจจะพึ่งระบบทางการได้ เหลืออาวุธเพียงอย่างเดียว คือ ความจริง

ความจริงเท่านั้น ที่จะพาเราผ่านด่านไปได้"

"แล้วความจริงแค่ไหน ที่เราสามารถพูดได้เล่า....?" ผู้อาวุโสที่สี่ถาม


"ความจริงพูดได้ก็จริง 
หากถามว่าแค่ไหน 
นั่นขึ้นอยู่กับว่า  
กาลไหนที่จะพูด 
และ พูดความจริงส่วนไหน ต่างหาก

หากบางคนรู้ความจริงแค่บางส่วน  ก็อาจคาดเดาส่วนที่เหลือผิดไป เรื่องราวอาจจะเลวร้ายเพิ่มขึ้น 

ความจริงที่ไม่มีใครเชื่อ ก็ไม่เกิดประโยชน์เช่นกัน 

หรือ ได้รับความจริง แต่มาหลังจากที่ตัดสินใจ ทำลายล้างไปแล้ว ความจริงเช่นนี้ก็มีแต่ทำให้เสียใจเพิ่มขึ้น

เวลานี้ที่ฝ่ายอธรรมฮึกเหิม นี่แหละ จะเป็นเวลาที่เหมาะสม ที่จะชี้แจงความจริงทั้งหมด .."

สายตาส่งเสียงต้าซือเจ้าอาวาส ทอดยาวไกลไปยังทิวเขาที่เบื้องหน้า ดุจดั่งทะลุหมู่เมฆ ไปถึงสุดขอบฟ้าของเรื่องราว


To be continuted 須載 โปรดติดตามตอนต่อไป

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 14 สาบานในสวนดอก..?

บทที่ 14  สาบานในสวนดอก..?

สมควร เรียนเอกวิชาวรรณคดี  ถ้าเป็นวิชาอื่น ที่ต้องมีการคำนวณ สมองส่วนที่ใช้การคำนวณจะปิดระบบ ปรับโหมดเป็นโลกใหม่ให้สมควร  

สมควรจะมองภาพ ที่อาจารย์กำลังเริงระบำอยู่ท่ามกลาง ฝูงผีเสื้อ ตัวเล็กต้วน้อย รูปร่างคล้ายๆ กับตัว เอ บี  บินพริ้วไปมา รอบตัวอาจารย์ 
สมควร มองไปยิ้มไป...



วันนี้สมควรเรียนเรื่องสามก๊ก ในตอนสาบานในสวนดอกท้อ คนสามคนมาสาบานพี่น้องกัน พอเริ่มเรื่องสมควรไม่ได้แค่อ่านธรรมดา 
แต่ความรู้สึกของสมควรเหมือนกำลังไปนั่งอยู่ในพิธีที่เค้ากำลังทำ เหมือนนั่งอยู่ข้างหลัง เล่าปี่ หันซ้ายเจอเตียวหุย ขวาเจอกวนอู 
ดังนั้น เรื่องราวใดๆ ที่เรียนแทบจะไม่ต้องจำอะไรมาก เพราะจำเหตุการณ์ได้เหมือนเราผ่านเหตุการณ์นั้นมา
สมควรคิดว่า พี่ข้างหน้านี่แกเล่นเป็นนะ จะเอาเงินตาอ้วนข้างซ้ายนี่ จะเอาแรงคนตัวโตข้างขวา แต่ไม่มีเงินจ้าง เอาธูปสามดอก ใช้งานตลอดชีพ เจ๋งอะ

………
…

บ้านของเล้าอุกอิก เป็นเรือนชุด กินอาณาบริเวณกว้างใหญ่  ด้านหลังติดภูเขาลูกเล็กๆ ปลูกต้นราชพฤกษ์ไว้เต็มเขา เวลาออกดอกเหลืองอร่ามไปทั้งลูก เล้าอุกอิกชอบตอนที่ราชพฤกษ์ออกดอกเหมือนมีภูเขาทองคำอยู่หลังบ้าน

เล้าอุกอิกเชิญแขกเหรื่อ ทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อย มากันเต็มบ้าน เนื่องด้วยการเดินทางกลับมาของ เล้าม้าน้าว มาพร้อมกับ ความเป็นหนุ่มนักเรียนนอกจากอิงกั๋ว  

ม้าน้าวเดินไปมา ในชุดเสื้อผ้าแบบตะวันตก มีหูกระต่ายสีแดงสดใส ติดที่คอ
ยิ้มไปมาให้แขกเหรื่อ 

Thank you very much …นะ อาเฮีย อากง อามา ปู่ย่า ตายาย  อาตี๋ อาหมวย  and my friendsss ทุกคนนะ  ….

คำพูดแบบผสมปนเป หลายหลากภาษาที่เล้าม้าน้าวพูดให้ผู้ร่วมงานฟัง ทำเอาทุกคนฟังแล้วก็ไม่รู้เรื่องว่า ม้าน้าวจะบอกอะไร แต่ฟังแล้วดูหน้าตาท่าทาง คงจะพูดอะไรดีๆ  
พากันส่งเสียง ปรบมือ กันเป็นระยะ หัวเราะชอบใจ 

“มันว่าอะไรวะ”  อากง 1 ถาม 
“ไม่รู้เหมือนกัน”  อากง 2 ตอบ
“แล้วเอ็งปรบมือทำไม”
“ไม่มีอะไรทำน่ะ อีกอย่างเอ็งไม่สังเกตุนี่หว่า”
“เอ็งดูนะ”
แปะ แปะ แปะ  เสียงปรบมือสามครั้ง ม้าน้าวบนเวที หันมาฉีกยิ้มค้าง
แปะ แปะ แปะ  เสียงปรบมือดังฝั่งโน้น ม้าน้าวก็หันไป ฉีกยิ้มให้ฝั่งโน้น
หมุนไปหมุนมาทุกครั้งที่มีเสียงปรบมือ ...​

“เออว่ะ หนุกดี”  ...ฮา ฮา ฮา 

เล้าอุกอิก เปิดร้านค้ามากมายหลายมณฑล ข้าวของบรรณาการมากมี แต่ที่ขาดไม่ได้ ก็คือ ต้องเชื้อเชิญ เฮียะพะบุ้ง อดีตนายอำเภอ ที่ผันตัวเองเข้ามาเป็นข้าราชการในกรมการกำกับการค้า 

เฮียะพะบุ้ง เองก็ดูเหมือนว่า ยินดีอย่างยิ่งที่จะได้เข้าใกล้ คนอย่างเล้าอุกอิก ผู้มีเครือข่ายการค้าไปหลายมณฑล


ถึงกับนำของกำนัลมามอบให้ทั้งพ่อ ทั้งลูก  เป็นม้าทองคำ คนละตัว
“ ม้าทองคำ ยืนนิ่งๆ ยังวิ่งไปถึงขอบฟ้า”  เฮียะพะบุ้ง กล่าว
“ทุกคนถวิลหาทรัพย์สินศฤงคาร แม้อยู่ห่างไกลสุดขอบฟ้า หากรู้ว่าที่นี่ มีม้าทองคำก็จะคิดถึงตลอดเวลา ดังนั้นข้าจึงว่าแค่ยืนนิ่งๆ ยังวิ่งไปถึงขอบฟ้าได้”

เล้าอุกอิก เล้าม้าน้าว ถึงกับแก้มฉีก รีบรับม้าทองทั้งสองตัว ..
ชื่อตำแหน่งหน้าที่ของ ข้าราชการท่านนี้ถูกพ่อลูกตระกูลเล้าจำได้ทันที 
“เฮียะซิงแซ  ท่านเอ็นดู พ่อลูกเรา เกินไป เราสองพ่อลูกยินดีรับใช้ ยินดียินดี”
“เล้าซิงแซ อย่าเข้าใจผิด อย่าเข้าใจผิด ข้าเห็นบุรุษหนุ่ม มีใจรักความก้าวหน้า ก็อยากส่งเสริม ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร” สองมือประสานพูดไปยิ้มไป

ความคิดแล่นดุจสายฟ้า ออกมาเป็นมธุรสวาจา 
“บรรพชน สาบานในสวนท้อ 
แม้นไม่เกิดวัน เดือน ปีเดียวกัน แต่ขอตายวัน เดือน ปีเดียวกัน 
วันนี้ข้าเฮียะพะบุ้ง  เห็นน้องเล้าม้าน้าวแล้วถูกชะตา อยากที่จะเลียนแบบบรรพชน สาบานเป็นพี่น้องกับน้องท่าน”

บรรยากาศพาไปขนาดนั้น เสียงปรบมือกระหึ่มกึกก้อง แบบดีกว่าอยู่เปล่าๆ
ม้าน้าว เกิดมาไม่เคย รู้จักคำว่า “ เกียรติ” สะกดไม่ถูก 

มาวันนี้จู่ๆ ไม่คาดฝัน มีข้าราชการคราวพ่อ มาขอเป็นพี่น้อง นึกในใจ ก็ดีนะ เผื่อ คนแก่ที่บ้านเป็นอะไรไป เรายังได้อาศัยลุงคนนี้ พอกันตายไปได้ คิดแล้วดวงตาก็เป็นประกาย 

เฮียะพะบุ้ง หว่านเงินไปไม่ใช่น้อย รู้ดีว่า เล้าอุกอิกเข้านอกออกในวังหลวงได้  มีความสัมพันธ์พิเศษกับ เอี้ยกงกง ผู้สามารถชี้ฟ้าดินให้เป็นไปได้ตามใจต้องการ

การได้เป็นเหมือนลูกชายเล้าอุกอิก มีแต่เพิ่มยอดทำการค้าอย่างเดียว ใบหน้าจึงฉายไปด้วยรอยยิ้มเบิกบาน 

“ถ้าเช่นนั้น ขอพวกท่านทั้งหลายเป็นพยานในการสาบานนี้ด้วย” เล้าอุกอิกหันมาพูดกับแขกเหรื่อ

เล้าอุกอิกคิดถึงลูกชายตัวเองแล้ว ก็ไม่ค่อยแน่ใจว่า จะเอาตัวรอดไหม หากมีคนที่มีประสบการณ์คอยชี้แนะ เพิ่มอีกคน คอยดูแลไม่ให้เสียเปรียบคนอื่น ก็เป็นเรื่องดี 

ใช้เวลาเตรียมสถานที่เล็กน้อย ก็พา คนทั้งสอง และแขกเหรื่อ ไปที่แนวเขตชายป่าราชพฤกษ์ 

“บรรพชนใช้ดอกท้อ สร้างตำนานอันยิ่งใหญ่  
วันนี้ข้าเฮียะพะบุ้ง”   หยุดหันมามองหน้าเล้าม้าน้าว
 “ข้า..เล้าม้าน้าว” ม้าน้าวรีบส่งเสียงตาม
“แม้นไม่เกิดวัน เดือน ปีเดียวกัน แต่ขอตายวัน เดือน ปีเดียวกัน” เฮียะพะบุ้งออกเสียงอย่างดัง
“แม้นไม่เกิดวัน เดือน ปีเดียวกัน แต่ขอ Cry วัน เดือน ปีเดียวกัน” เล้าม้าน้าวพูดเสียงดังฟังไม่ชัดบางตัว  คิดในใจว่า พี่อยู่มานานแล้วก็ตายก่อน น้องจะร้องไห้ ให้แล้วกัน


ณ ใต้ต้นราชพฤกษ์ที่กำลังออกดอกสีเหลืองทองบานสะพรั่ง 
ข้าขอประกาศว่า นี่เป็นสาบานเป็นพี่น้อง ขอเรียกว่า
“สาบานดอกทอง”



เอ้าปรบมือ  .......


To be continuted 須載 โปรดติดตามตอนต่อไป

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 13 ทวน..ความหลัง

บทที่ 13  ทวน...ความหลัง 


   ท่านผู้หญิงเหนียนหนี่เอ๋อ ร่ายรำทวนทมิฬพร่างพรายลายนัยน์ตา ท่านผู้หญิงเจี่ยตู้จวนนั่งพริ้มตาเอนกายอยู่ไม่ไกลนัก 

“เมื่อไรจะตั้งราชครูองค์ใหม่ สักทีนะ” ท่านผู้หญิงเหนียนหนี่เอ๋อ ส่งเสียงเหมือนบ่น เหมือนถาม

“ทำไมเหรอ มันต่างกันอย่างไร เหรอ”  ท่านผู้หญิงเจี่ยตู้จวนตอบด้วยคำถาม

“มันทำให้ดูดีขึ้นน่ะ”

“อ้อ” 


ท่านผู้หญิงเหนียนหนี่เอ๋อ ประทับตราลงไปบนกระดาษ หมึกสีแดงฉาน เป็นลวดลายสวยงาม 
ที่ประทับตราทำจากหยกเขียวเนื้อดี ถูกวางกลับลงไปในกล่อง 

“ ไม่ตั้ง ก็ไม่ได้ใช้สักที”  

ท่านผู้หญิงเหนียนหนี่เอ๋อ ส่งเสียงเหมือนบ่น เหมือนถาม

“รีบตั้งไม่ได้หรอก ต้องตั้งคนที่เราไว้ใจได้แน่” ท่านผู้หญิงเจี่ยตู้จวน ตอบแบบเล่านิทาน คิดในใจว่า ที่หนี่เอ๋อพูดว่าไม่ได้ใช้ หมายถึงตราประทับหยก หรือไม่ได้ใช้หลวงจีนเฒ่าราชครูกันแน่นะ

“ตามอาวุโส ไม่ได้เหรอ” หนี่เอ๋อถามต่อ

“ไม่ได้  บางท่านก็ไม่ชอบให้เราช่วยกรองงาน”

“แต่เรามีอาชีพกรองงานเลยนะ”

“ก็รอหน่อย   ตอนนี้เอาเรื่อง เกี้ยวรับส่ง ที่วัดมีไว้ ว่าซื้อมาฟุ้งเฟื้อเกินวิสัย เป็นเกี้ยวที่สร้างโดยช่างที่ไม่มีใบรับรอง   หาเรื่องไปที่ต้าซือที่เราไม่ต้องการ”

“คดีเล็กน้อยแค่นี้น่ะเหรอ”

“ จะเป็นราชครู เรื่องเล็กน้อยก็ใหญ่ได้” ...​สรุป


“แล้ววัดฝ่าซันซือ ไปเกี่ยวอะไรด้วยเหรอ” ท่านผู้หญิงเหนียนหนี่เอ๋อ เปลี่ยนไปอีกวัด

เสียง..​เงียบหายไป เหมือนกำลังเรียบเรียงถ้อยคำ
ท่านผู้หญิงเหนียนหนี่เอ๋อ รินน้ำชา นำมาวางไว้ใกล้ๆ มือ ท่านผู้หญิงเจี่ยตู้จวน
….
..
ภาพความหลังครั้งเก่าเวียนเข้ามาในใจแจ่มชัด

เด็กหญิงน้อยสองคนแก้มแดงดั่งลูกท้อ หางเปียแกว่งไกว ใส่เสื้อนวมหนา จับมือวิ่งเล่นกันในท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ ควันจากลมหายใจพวยพุ่งเป็นทาง ..

สองนักเรียนยืนคาบไม้บรรทัดอันเดียวกันหน้าห้องเรียน ...

สองโกวเนี้ยน้อยนั่งเบียดกัน ท่ามกลางกลุ่มทหารร่างกำยำ ดวงตาประดับด้วยยิ้มชวนฝัน ในงานราตรีที่ไหนสักแห่ง..​

สาวใหญ่ แต่งตัวไว้ทุกข์ นั่งร้องไห้ตาเป็นสีเลือด อยู่ที่หน้าหลุมใหญ่ ....เขียนชื่อว่า  หว่อเล่อนี่


“แม่เพื่อนเราคนหนึ่ง ยกที่ดินเพื่อให้สร้างวัดฝ่าซันซือ แต่เพื่อนเรามีความเห็นแตกต่างนิดหน่อย เลยมีปัญหากัน” ท่านผู้หญิงเจี่ยตู้จวนเล่าความหลัง

“เพื่อนท่าน ไปไหนแล้วตอนนี้”

“นางไม่สบาย จากโลกนี้ไปหลายปีก่อน” เสียงปนความเศร้า

“ ในฐานะเพื่อนรักกัน เราอยากทำให้เพื่อนสักเรื่อง การที่เราทำเช่นนี้หวังว่าเพื่อนเราน่าจะดีใจ เสียดายที่เราไม่มีโอกาสทำให้ตอนที่เพื่อนยังมีชีวิตอยู่”  ท่านผู้หญิงเจี่ยตู้จวนพูดแบบเหนื่อยๆ

“ก็ถือว่าช่วยทำให้อาจารย์ด้วยแล้วกัน”  พูดต่อแบบตัดบท

ท่านผู้หญิงเหนียนหนี่เอ๋อ โค้งตัวลง ผงกศีรษะ รับอย่างนอบน้อม

“เราก็ไม่ได้เริ่มก่อนนะ พอดีช่วยกัน กับฝ่ายท่านเอี้ยกงกง เค้าจัดมา  ทางเราก็จัดไปอีกทาง ผสมกันไป”
“ วัดฝ่าซันซือ เลยรับทุกทาง”
“ ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต”

ฮิฮิ ฮิฮิ


.....
...
..

“สมควร ลงมาช่วยแม่ยกน้ำเร้วว” เสียงแม่ตะโกนได้ยินไปสามบ้าน
“ครับ”  สมควรกดหยุดไว้ที่หน้าจอ 
มีตัวหนังสือเขียนว่า ฤทธิ์เดชนางพญางูขาว บนภาพของ สองสาวสวยกับร่างงูขาวและงูเขียว เป็นแบคกราวน์


“แม่ งูขาวนี่มันไม่โดนแดดเหรอมันถีง สวยเด้งขนาดนี้” สมควรถามขำๆ 



คิดในใจว่า สองตัวโน้นนนน ต้องเป็นนางพญางูพิษเฒ่า แน่แท้..

To be continuted 須載 โปรดติดตามตอนต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 12 ริษยา... กัดกร่อน

บทที่ 12  ริษยา... กัดกร่อน



ควันธูปลอยวนเวียน ดุจมังกร ไล่จับแก้ว หน้าพระพุทธรูป  บรรยากาศอัดแน่นด้วยความอึดอัด 

บรรพชิตอาวุโสห้ารูป อายุรวมกันเกือบห้าร้อยปี  หน้าตาทุกท่านแม้นิ่งเฉย นัยน์ตาที่ลุ่มลึกดุจน้ำบ่อโบราณ  มีแววกระเพื่อมไหว 

“ เรื่องนี้มันมีเหตุอย่างไร “  หลวงจีนอาวุโส คิ้วขาว ส่งเสียงราบเรียบ

“ณ เวลานี้ เราเพียงแต่ได้รับข่าวจาก สาขาน้อยใหญ่ ที่อยู่ห่างไกล ว่าต้าปู้ แห่ง ตงฉ่าง  ไปเที่ยวไล่ปิด จัดการยัดเยียดข้อหา” เจ้าอาวาสรายงานในการประชุมกับสี่อาวุโส

“ ….”   

ทุกรูป หลับตาดั่งเข้าฌาน ไม่รู้ว่ากำลังขบคิดอย่างไร หรือใช้ความสามารถทางใจ  ตรวจดูเหตุการณ์
ชั่วธูปหมดดอก  ก็มีเสียงถอนหายใจ เบาๆ มาจากหลวงจีนที่คิ้วขาว
“ ฟากฟ้าไร้แสงดาวเดือน บ้านเมืองคงหม่นหมอง  วัดวายากดำรง ”

…..
..


เอี้ยกงกง แม้จะสวมเสื้อคลุมอำนาจไว้ แต่ก็ไม่ใช่อำนาจของเอี้ยกงกงจริงๆ  เป็นอำนาจที่หยิบยืมมาจาก ฮ่องเต้  

งานที่แท้จริงของเอี้ยกงกง ก็คือ คอยรับใช้ องค์ฮ่องเต้ เข้านอกออกใน สามารถพูดให้ฮ่องเต้พอพระทัย คอยถวายคำแนะนำในเรื่องการทหาร และรู้จักใช้กลศึก อุบายต่างๆ ที่สมัยเป็นแม่ทัพได้ศึกษา

ทำให้ฮ่องเต้พอพระทัย  จึงมอบหน้าที่คอยกรองเอกสารที่จะมาถึงฮ่องเต้ให้เอี้ยกงกงดูแล  

ทหาร ข้าราชการน้อยใหญ่ จึงต้องฟังเอี้ยกงกง เท่านั้น เพราะไม่รู้ว่า วันไหนเอี้ยกงกงจะไปเพ็ดทูลให้ฮ่องเต้ ให้คุณ ให้โทษ ต่อตนหรือครอบครัวอย่างไร

มีอยู่บ่อยๆ ที่เกิดเหตุการณ์ คนที่ทำงานให้กับราชสำนัก ถูกจับทั้งตระกูล โดนข้อหา พยายามก่อกบฏ เป็นภัยต่อราชสำนัก  

ขนาดค้านสายตาประชาชนว่า ข้าราชการท่านนี้ เป็นที่รัก เป็นที่พึ่งของประชาชน ใครเดือดร้อนอย่างไร ก็จะหาทางช่วยเหลือ ทางคดีความ ก็ ตัดสินโดยเที่ยงธรรม

แต่กลับโดนข้อหากบฏ ซึ่งมาง่าย แต่แก้ยาก 
หลายครอบครัว   ก็ถูกประหาร เกิดความระส่ำระสายไปทั้งเมือง
คนไหนที่อยู่ไม่ได้ ก็ชิงรีบหนี ออกไปทำไร่ไถนา อยู่ตามชนบท
ในชนบทจึงเกิดการรวมตัวกัน ตั้งพรรคตั้งกลุ่ม

…..
…


กงจู้ ( เจ้าหญิง )
เส้าเจ่าโถวกงจู้   

กงจู้ เป็นที่รักของฮ่องเต้ เป็นคนโปรดในความรอบรู้ แม้ฮ่องเต้จะมี สิบสององค์ชาย ยี่สิบห้าองค์หญิง  แต่เส้าเจ่าโถวกงจู้ เป็นคนโปรดสุด 

กงจู้ มีความสามารถ ในเรื่องของดนตรี การฝีมือ โคลงกลอน และยังได้ศึกษาวิชาพิชัยสงคราม โดยการแลกเปลี่ยนความเห็นกับ เอี้ยกงกง ตั้งแต่ยังเล็ก  อายุสิบเจ็ด ก็สามารถออกความเห็นหน้าท้องพระโรง ต่อหน้าพระพักตร์ และบรรดาขุนนาง แม่ทัพใหญ่  ด้วยความคมคาย 

กงจู้ชอบไปเยี่ยมชมดูการฝึกทหาร เป็นขวัญใจของนายทหารทั้งหลาย ที่มีคนระดับกงจู้ มาคอยแนะนำให้กำลังใจ 

แต่กงจู้ ก็วางตัวได้ดี เว้นระยะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับคำสั่งของท่านแม่ทัพนายกองทั้งหลาย ทำให้ทั้งบน ล่าง ล้วนชื่นชมกงจู้
แต่นิสัยแท้จริงเป็นเช่นไร 

“ นี่เธอ.. เรากลัวมากเลย  ให้เราไปหา ลูกสุนัข ลูกแมว เอามา ยี่สิบ สามสิบตัวนึกว่าจะเอามาเลี้ยง รักสัตว์”  นางสนมคนรับใช้ พูดด้วยแววตาสับสน
“ นางเอามา ทำเป้าเกาทัณฑ์ ใช่ไหม”  อีกคนพูดเรียบๆ

“ ??”

“ เดี๋ยวก็คุ้นนะ มีเรื่อยๆ” .... เสียงสรุปแบบไร้ความรู้สึกใดๆ

“นี่เธอ.. เราเหนื่อยมากเลย  ให้เราไปหาของนอกวังมาให้กินแต่ละอย่าง พวกสัตว์ประหลาด พวกแปลกๆ บางทีก็สดๆ ดิบๆ นึกว่าจะมาเลี้ยงตัวอะไร” นางสนมคนรับใช้ พูดด้วยแววตาสับสน

“นางเอามากินเอง แบบมูมมาม ใช่ไหม”  อีกคนพูดเรียบๆ

“??”

“เดี๋ยวก็คุ้น มีเรื่อยๆ” .... เสียงสรุปแบบไร้ความรู้สึกใดๆ

“นี่เธอ...” เสียงขาดหาย เพราะอีกคนเอามือปิดปากคนแรก
“เธอรู้ไหม เธอนี่ขี้สงสัยเหมือน เหมยเหมยเลย” อีกคนพูดเรียบๆ

“ ? ?  เหมยเหมย  ... แล้วตอนนี้ไปทำหน้าที่อะไรแล้วเหรอ”  คนขี้สงสัยถาม

“ ไปปลูกต้นไม้”   เสียงเรียบๆ 

“ งานหนักเลยเหรอ”... ยังสงสัย

“ ไม่หนัก  เป็นปุ๋ย” .... เสียงสรุปแบบไร้ความรู้สึกใดๆ


ราชวังที่กว้างใหญ่ ประดับประดาด้วยไฟสว่างไสว ตกแต่งอย่างวิจิตร เสานับร้อยต้น แต่ละต้น ราวสามคนโอบ หุ้มด้วยทองคำ ตบแต่งแกะสลักตั้งแต่โคนถึงยอดเสา   

เส้าเจ่าโถวกงจู้ พาตัวให้หมุนวน ร่ายรำ ล่องลอยไประหว่างเสา พร้อมกับร้องเพลงเบาๆ  
ต้องหยุดกึกเพราะเพิ่งเห็น ฮ่องเต้นั่งอยู่ในมุมมืด เงียบๆ คนเดียว

“ท่านพ่อ กำลังทำ.......” ทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น เอนตัวพิงไปที่ขาฮ่องเต้ เสียงเจื้อยแจ้ว ดุจระฆังแก้ว คำว่า “อะไร” ยังไม่ทันหลุดจากปาก ต้องหยุดกระทันหัน เมื่อมองเห็นดวงตา ที่หม่นหมองของฮ่องเต้

“ ข้า เป็นอะไร”  ฮ่องเต้ ถามบุตรสาวแบบเสียงลอยๆ

“ เป็นฮ่องเต้ เป็นเทพในร่างมนุษย์ เป็นสูงสุดของพสกนิกร ซิเพคะ”  กงจู้ตอบแบบหยั่งเชิง ว่าเรื่องอะไร

“ ทุกคนมันต้องกราบไหว้เราใช่ไหม”

“ใครไม่กราบไหว้ เราก็ให้มันไปปลูกต้นไม้ซิเพคะ”

“ใช่ ถ้าไม่รักเรา ไม่เคารพเรา ก็ไปปลูกต้นไม้ เหอ เหอ เหอ “

เสียงหัวเราะ ไล่ความรู้สึกอึดอัด ที่กดทับ แต่กลับ เป็นเสียงที่เย็นเยียบแทน 
“ท่านพ่อ มีอะไรให้ลูกได้ทำบ้างไหม พักนี้ลูกรู้สึกเนื้อตัวปวดเมื่อย ไม่ได้ออกแรงอะไรบ้าง” กงจู้ พูดด้วยเสียงเรียบๆ

“เมื่องานฉลองครบรอบที่ผ่านมา คนที่มาเราก็รู้ว่า มันเกณฑ์กันมา ลานหน้าพระราชวังยังไม่เต็มเลย ลูกเห็นไหม”  ทอดถอนหายใจ แล้วกล่าวต่อ

“ ที งานวัด มันไปกันเอง เต็มล้นออกมาถึงนอกเมือง  ที่มากไปกว่านั้น มันยังตะโกนกันว่า  

“หว่อเหมินหอิงเล่อ 
 หว่อเหมินหอิงเล่อ 
 หว่อเหมินหอิงเล่อ” 
( ชิตังเม)
 มันน่าเจ็บใจ มันบังอาจชนะเรา” 

“น่าเอาไปปลูกให้เต็มป่า”...​ฮ่องเต้ พูดด้วยสายตาแวววาว


….
..



**วันก่อน สมควร ฟังหลวงพี่รูปหนึ่งเทศนา เรื่องที่พระพุทธเจ้าเทศน์โปรด ทั้งคืน ให้กับ ผัวเมียที่มีผ้าแบ่งกันห่ม เมื่อผัวเอาผ้าห่มนั้นถวายพระพุทธเจ้าตัดความตระหนี่ได้แล้ว ก็พูดด้วยความปิติว่า “ ชิตังเม  ชิตังเม  ชิตังเม  เราชนะแล้ว”
พระเจ้าปเสนทิโกสล  ได้อยู่ในที่ประชุมนั้น ได้ยินก็ไม่พอใจ
สมควร สงสัยว่าทำไม พระเจ้าปเสนทิโกสล ทำไมไม่พอใจ ..คิดวนไปมา สู้ไปถามหลวงพี่มหาสักองค์แล้วกัน


ก็ได้คำตอบมาว่า ... เหมือนนักปีนเขา ที่แข่งกันขึ้นไปถึงยอดเขาที่สูงสุด ไปปักธงแล้ว ก็ดีใจว่า อยู่จุดสูงสุด  ก็ไม่พอใจที่ใครจะมาบอกว่า ฉันไปได้สูงกว่าเธออีก 
ทำนองเดียวกัน   ความเป็นขัตติยะของพระเจ้าปเสนทิโกสล อยู่ที่สูงสุดในสังคม ก็เกิดมานะความถือตัวว่า ต้องไม่มีใครมาเหนือท่าน เพียงได้ยินว่า ชิตังเม ชิตังเม ก็ไม่พอพระทัย

แต่ดีที่ได้กัลยาณมิตรเอกของโลก คือพระพุทธเจ้าอยู่ ณ ตรงนั้น จึงทำให้เหตุร้ายกลายเป็นดี
….
..
บ้านที่สมควรกับแม่มาเช่า อยู่ในซอยเล็กๆ เขตปริมณฑล ทุกวันสมควรลงรถเมล์ที่ปากซอย แล้วก็เดินเข้าบ้าน  ระหว่างทาง ก็ต้องผ่านบ้านช่อง ร้านรวง ที่สมควรเรียกว่า หนังชีวิต

เจ๊กิม ข้าวเหนียวหมูปิ้ง
ป้าทรัพย์ กับลูกสาวชื่อป้อม ขายโจ๊กตอนเช้า  ข้าวต้มหัวปลาตอนเย็น
น้าพวง ขายผลไม้ดอง
เฮียเล็ก อาหารตามสั่ง



ยามเช้า เสียงดังสั่งอาหาร ใส่ถุงซื้อไปทานที่ทำงาน ดังสนั่น คนที่มาอยู่ หอพัก บ้านเช่าทั้งหลาย ก็ออกกันมาพร้อมๆกัน  ซื้อพร้อมๆ กัน เหมือนตกอยู่ในสงคราม ต้องฝ่าฟันเข้าไปให้ถึงคู่ต่อสู้ เพื่อให้ได้ของที่ต้องการ

คนซื้อ ผจญ กับศัตรูไม่กี่คน เป็นการออกกำลังกายยามเช้า 
แต่คนขาย  กลับต้องตกอยู่ในสมรภูมิ ทั้งสั่งของ ตามของ เร่งเร้า ให้ทันเวลา พร้อมกับมือไม้ที่ระวิงไปกับการ ผลิตข้าวของ

มันเป็นการแย่งชิงที่ต้องใช้ไหวพริบ สมควรคิด...

“ ไอ้ป้อม เห็นมันติ๋มๆ แบบนี้นะ วันก่อนผัวมันเมามา อ้าปากจะด่ามัน มันมองหน้าผัวมันทีเดียว ผัวมันสร่างเลย” ป้าขาเมาท์ประจำซอย

“ ตอนมันสาวๆ รุ่นๆยิ่งกว่านี้อีก  มันก็เงียบๆ ของมัน ท่าทางออกจะเรียบร้อย   มีคนปากซอยแซวมัน  มัน ไม่ว่าอะไร แต่ทำอย่างไงไม่รู้ ไอ้พวกนักเลงในซอย ออกไปกระทืบพวกนั้นแทบตาย มันใช้คนอื่นทำแทนมันทั้งนั้น”  ป้าขาเมาท์สองเสริม

“มันว่าโจ๊กมันอร่อยที่สุด ใครมาพูดว่าวิจารณ์รสชาติของมัน หรือบอกว่าร้านโน้นดีอย่างนั้น ร้านนี้ดีอย่างนี้ มันไล่ออกจากร้านเลย เอากะมัน”

“มันยังร้ายไม่ได้ครึ่งนึงขอนังทรัพย์แม่มัน เลยนะ”

“ ใช่ เจ๊  ขนาดพ่อมันตั้งแต่รุ่นก็ทำตัวระราน แม่มันยังเอาซะอยู่หมัด นี่เห็นว่าพ่อมันป่วยใกล้ตาย “

“อืมม ..ตอนก่อนมันจะมีผัวนะ มันทำอย่างกะเจ้าหญิง ตอนนี้มาขายโจ๊ก  ไม่รู้มันคิดอะไรตอนนี้”

“ แกอยากรู้ แกก็ไม่ไปถามมันล่ะ” 

“ ใครอยากรู้ ?” ... ผิดคนไหม

เสียงป้าสองคนคุยกันผ่านไป  ...สมควรมองตาม สายตาไปหยุดที่ร้านโจ๊ก ...



…
..
To be continuted 須載 โปรดติดตามตอนต่อไป


**อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปาปวรรคที่ ๙ 
เรื่องพราหมณ์ชื่อจูเฬกสาฎก


http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=19&p=1