ร้านโจ๊ก
"อย่างนี้มันจะอย่างไง โจรปล้นไปหาตำรวจ ตำรวจปล้นจะไปหาใคร"
"นั่นซิเจ๊ นี่ขนาดไปอยู่ในความดูแลใกล้ชิดนะ "
"เห็นว่า เอาถุงเท้ามาผูกคอน่ะ เค้าว่า "
"ถุงเท้าเนี่ยนะ "
" เออ เด็ดกว่านั้น ไปเกี่ยวไว้กับบานพับ มีติ่งออกมาเซนต์นึง "
" เกินไปน่าเจ๊ "
ร้านกาแฟ
" เลินลีๆ เลี๋ยวหกล้มปาย มันจะเอาไปปฐมพยาบาล ตับแตกเลยนะอาตี๋"
"เตี่ย ล้อเล่นน่ะ ตลกแล้วเตี่ย"
"อ้าว ไอ้ตี๋ ถ้าเอ็งทำผิดอะไรอย่าใส่ถุงเท้า ไปติดคุกนะโว้ย อาตี๋"
"มันเกี่ยวอะไร เตี่ย"
" เดี๋ยวขากอากาก " แฮ่ แฮ่
นักศึกษาเดินนำหน้า คุยกัน
" DSI แย่เลยนะ "
"แย่อย่างไง"
" ก็เค้าบอกตั้งแต่ต้นแล้ว "
"บอกไร "
" Die Sure I'm นี่ไง"
" อึ๋ยยย"
......
....
..
สำนักงานกำกับการค้าเปิดประตูกว้าง สายลมพัดเอื่อยๆ หอบเอาไอแดด เข้าไปภายใน อากาศที่อบอ้าว ยังไม่เท่าเรื่องที่กำลังพูดคุย
"น้องเรา เมื่อเบื้องบนเปิดทางให้เราทำน้ำให้ขุ่น จะได้จับปลาหลงน้ำได้เต็มที่ เราจะเริ่มที่ศูนย์รวมจิตใจของหมู่ชนก่อน อาศัยราชการเป็นเครื่องมือ จัดการฟ้องร้องวัดฝ่าซันซือ"
" พี่ใหญ่ จะดีเหรอ ใช้วิธีฟ้องร้องวัด ยืมมือพวกราชการกลับไปเล่นงาน แล้วถ้าวัดเค้าบอกว่าไม่ได้ทำ มีพยานยืนยัน จะทำอย่างไง"
" จำไว้ น้องม้าน้าว สิ่งที่พิสูจน์ยาก ใช้เวลานาน และคนทั้งหลายพร้อมจะเชื่อ คือ เรื่องสองเรื่อง"
ม้าน้าว นั่งนิ่งคิดในใจ ก็มุกเดิมๆ ล่ะวะ แต่ปากกลับกล่าวว่า " เรื่องใดพี่ใหญ่ ที่บรรพชิตจะตกเป็นเชลยของสังคม" ม้าน้าวทำหน้าครุ่นคิด
"บรรพชิต หลีกหนีไปฝึกวิทยายุทธ ไม่ยุ่งเกี่ยวอิสตรี ทำไมถึงเรื่องสตรี จึงมีคนเชื่อ. " ม้าน้าวแย้ง
"เพราะนิสัยคนใฝ่ต่ำเชื่อสิ่งที่อยากเชื่อ ไม่ใช่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นจริง" เฮียพะบุ้ง พูดพลางลูบหนวดพลาง
"เรื่องนี้ข้ารู้ดี เพราะความอยากมีเงินทองก็เป็นเช่นเดียวกัน ยิ่งวัดใหญ่ คนมามาก เงินบริจาคมาก คนที่คิดว่าวัดจะทำเรื่องไม่ดี ก็ง่าย เหอ เหอ เหอ"
"ต่อให้มีวิทยายุทธล้ำเลิศ ก็ยากผ่านสองด่านนี้ "
"ทำไมท่าน กับ สำนักตงฉ่างถึงได้ เร่งรัดรวบรัดเรื่องนี้ ในตงฉ่างไม่มีคน ที่ไม่เห็นด้วยกับการที่เราจัดการวัดเชียวหรือ"
"ไม่ใช่ไม่มี แต่มิกล้า"
"มิกล้า?"
"ก็ใครกล้า แพร่งพราย หรือบังอาจไม่ทำตามคำสั่งที่สั่งลงมา ก็อาจประสพเภทภัย มิรู้ตัว"
เฮียะพะบุ้งกระแอมเบาๆ แล้วพูดต่อ "อย่างเร็วๆ นี้ แม้แต่เจ้าหน้าที่อาวุโส เก็บตัวในห้องแน่นหนา อยู่บนหอ ชั้นหก ยังมิอาจรอดพ้น ตกตายอย่างมีเงื่อนงำ
"ไม่ใช่แล้ว คดีนั้นเค้าว่า อัตตวินิบาตกรรม มิใช่เหรอ" ม้าน้าวเอามือลูบหัวตัวเอง รู้สึกสมองเริ่มร้อน
"น้องเรา ช่างอ่อนประสบการณ์แท้ ในตงฉ่างถ้ามันไม่ให้เจ้าตายแม้นเจ้าอยากตายก็ตายมิได้ แต่ถ้ามันอยากให้เจ้าตายแม้หนีไปสวรรค์ชั้นหกเจ้าก็มิอาจเลี่ยง" เฮียะพะบุ้ง ส่ายหน้าไปมา ดุจกำลังพร่ำสอนหนังสือ เด็กน้อย
"จากสภาพศพ ใครมันจะร้อนตับแตกได้ นอกจากโดนฝ่าเท้าไร้เงา หรือ พลังฝ่ามือสะบั้นหัวใจ. ทำลายอวัยวะภายใน
มีแต่คนตายเท่านั้น ที่เก็บความลับได้"
"พี่ใหญ่ รู้มาก ปากดี ประเสริฐแท้. เรื่องชั่วช้าสามานย์ใดๆ พี่ใหญ่ รู้หมด นับถือ นับถือ น้องเล็กด้อยประสบการณ์ อาศัยการเรียนรู้ จากการที่พี่ใหญ่ เที่ยวไปพูดตามหอเริงรมย์ทั่วเมือง แม้ไปยืนประกอบฉากหลังบ่อยๆ ก็ยังทำให้ความรู้เพิ่มพูนและเกื้อกูลความเลวในตัวได้อย่างยอดเยี่ยม " ม้าน้าวชื่นชมสองส่วน แอบด่าเจ็ดส่วน อีกส่วนมึนงงสงสัยระบบบ้านเมือง
"ซือแป๋ เอยซือแป๋ พลังฝ่ามือยูไล กับลิ้นไร้กระดูกนี้ ใครจะมีอำนาจทำลายล้างได้มากกว่ากัน" ม้าน้าวคิดถึงวันคืนที่กล้ำกลืนฝืนทนอยู่ในวัด ด้วยความพยาบาท คงใกล้ถึงวันได้ล้างแค้นที่สุมอยู่ในอก
"พี่ใหญ่ ข้าสงสัยอีกเรื่อง แล้วถ้ามีการตัดสินคดีความแล้วความจริงปรากฏ พวกเราจะอยู่อย่างไง"
เฮียะพะบุ้ง หันขวับมามองม้าน้าวด้วยสายตาดั่งมองตัวประหลาดผุดขึ้นมากลางน้ำ
"เหอ เหอ เหอ น้องเล็ก เจ้านี่ ช่างโง่งม ใครหน้าไหนจะกล้าตัดสินไปตามคดีความตามความจริง มีแต่ละครเปาบุ้นจิ้นเท่านั้น
ใครลองไม่ตัดสินไปตามที่เอี้ยกงกง บัญชามา มีหวัง ได้ไปเก็บหิน นับหอยอยู่ริมทะเล เหอ เหอ เหอ"
ม้าน้าว ปวดหัวตึบๆ รู้สึกรอยหยักในสมองเพิ่มขึ้น ทำให้ปวดตับเล็กน้อย
...
..
.
" ท่านเจ้าอาวาส ท่านตัดสินใจเช่นนี้ เป็นการเดินหมาก จากดับ เป็นเกิด "
" หากทุกคนไม่เข้าใจ จะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่"
" น้ำเพียงน้อยนิด มิอาจดับไฟกองใหญ่ได้ เพียงแต่กำจัดวงให้ไฟไหม้ แค่บางส่วน "
".... อืมม"
อาวุโสทั้งสี่ท่านต่างแสดงความเห็น
"ผู้อาวุโส ทั้งสี่ ไม่ต้องกังวล หมากตานี้ร้ายกาจนัก อาศัยตาเดินเพียงตาเดียว ทำลายทั้งกระดาน
จากดับเป็นเกิด ดูเหมือนว่าเรากำลังจนแต้มไม่มีตาเดิน แต่เราเพียงสงบนิ่ง ดูการเคลื่อนไหว
ขอให้นิ่งจนถึงที่สุด ดุจดั่งภูผา ที่ลมพายุโหมกระหน่ำเช่นไร ก็ไม่เคลื่อนไหวแม้องคุลี
ความอดทนนิ่งนี้แหละที่จะเป็นดั่งเรือ ที่ให้เราใช้โดยสาร ข้ามทะเลแห่งความไม่เข้าใจ ไปสู่ฝั่งความจริงในใจของผองชนได้
ทุกเรื่องราว อีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องการ คือ เวลา เพราะเวลากำลังกลืนกินผู้บงการฝ่ายนั้นเช่นกัน เมื่อถึงที่สุด ร้ายก็จะกลับกลายเป็นดี
อธรรม ไม่เคยชนะฝ่ายธรรมะได้เด็ดขาด แม้ว่าเริ่มต้นฝ่ายอธรรม รวมตัวกัน ด้วยความโหดเหี้ยม ร้ายกาจ อาจจะทำให้ดูเหมือนมีชัยในเบื้องต้น แต่ตอนท้ายเมื่อต้องแบ่งส่วนกัน ก็จะไม่สามารถแบ่งได้ลงตัว
เมื่อมีความระแวงในทุกสิ่ง ใครจะทนยอมให้คนอื่นเอาเปรียบตนได้
ต่างฝ่ายต่างถือคติ ลงมือก่อนได้เปรียบ
ฝ่ายอธรรมจึงมักจะมีการ
ตัดตอน
ปิดปากในที่สุด
ตัดตอน
ปิดปากในที่สุด
อีกเรื่องที่ "เวลา" ทำหน้าที่ของมันคือ
เปิดเผยความจริง
คนจริงเท่านั้นที่จะยืนหยัดอยู่ได้
คนไม่จริง ของไม่จริง เรื่องไม่จริง หลอกลวงจะต้องพินาศไปตามเวลา
นี่จึงเป็นอานุภาพของ เวลา
ดังนั้นศึกครั้งนี้ ธรรมะต้องชนะอธรรม "
"เรื่องข่าวลวง ข่าวลือที่ปล่อยมา เราจะแก้ไขอย่างไร"
" สิบกว่าปีก่อน ที่ท่านเก็บตัวฝึกวิชา ไม่มีใครแก้ไขข่าวลือ จนบัดนี้ยังมีคนเชื่อเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องอีกมากมาย "
" ครั้งนี้เรื่องเก่าเรื่องใหม่ประจวบเหมาะเข้าด้วยกัน หากไม่เร่งแก้จะยุ่งไปมากกว่าเดิม"
" ..เอ้อออ"
ผู้อาวุโสทั้งสี่ ต่างออกความเห็น
ท่านเจ้าอาวาส พริ้มตาใบหน้าสงบนิ่ง ค่อยๆเปล่งเสียง
"ครั้งนี้ มิใช่ครั้งก่อน การชี้แจงมิใช่ทำไม่ได้ แต่เหมือนน้ำบ่ามา หากเอาตัวเข้ากั้น อาจโดนพังทลายไปกับสายน้ำ ครั้งนี้ จักใช้ยี่สิบตำลึง ปาดพันชั่ง เอาพลังข่าวร้ายทำให้เกิดความสนใจจากคนทั้งแผ่นดิน แล้วจึงทำความจริงของเรื่องราวให้ปรากฎให้ประจักษ์กับสายตา
เมื่อมือไม่มีแผล แม้กำยาพิษก็มิอาจทำอย่างไรกับเราได้ เราไม่มีความผิด หากความจริงปรากฎได้ จักทำลายเรื่องข่าวไม่ดีทั้งหมด รวมทั้งข่าวเล่าลือครั้งก่อนลง
ต้องระดมศิษย์จากทั่วทุกแคว้น วิทยายุทธไม่ต้องสูงล้ำ แต่ทนทานต่อการก่นด่า และสามารถให้คำชี้แจงได้
เราไม่อาจจะพึ่งระบบทางการได้ เหลืออาวุธเพียงอย่างเดียว คือ ความจริง
ความจริงเท่านั้น ที่จะพาเราผ่านด่านไปได้"
"แล้วความจริงแค่ไหน ที่เราสามารถพูดได้เล่า....?" ผู้อาวุโสที่สี่ถาม
"ความจริงพูดได้ก็จริง
หากถามว่าแค่ไหน
นั่นขึ้นอยู่กับว่า
กาลไหนที่จะพูด
และ พูดความจริงส่วนไหน ต่างหาก
หากบางคนรู้ความจริงแค่บางส่วน ก็อาจคาดเดาส่วนที่เหลือผิดไป เรื่องราวอาจจะเลวร้ายเพิ่มขึ้น
ความจริงที่ไม่มีใครเชื่อ ก็ไม่เกิดประโยชน์เช่นกัน
หรือ ได้รับความจริง แต่มาหลังจากที่ตัดสินใจ ทำลายล้างไปแล้ว ความจริงเช่นนี้ก็มีแต่ทำให้เสียใจเพิ่มขึ้น
เวลานี้ที่ฝ่ายอธรรมฮึกเหิม นี่แหละ จะเป็นเวลาที่เหมาะสม ที่จะชี้แจงความจริงทั้งหมด .."
สายตาส่งเสียงต้าซือเจ้าอาวาส ทอดยาวไกลไปยังทิวเขาที่เบื้องหน้า ดุจดั่งทะลุหมู่เมฆ ไปถึงสุดขอบฟ้าของเรื่องราว
"เรื่องข่าวลวง ข่าวลือที่ปล่อยมา เราจะแก้ไขอย่างไร"
" สิบกว่าปีก่อน ที่ท่านเก็บตัวฝึกวิชา ไม่มีใครแก้ไขข่าวลือ จนบัดนี้ยังมีคนเชื่อเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องอีกมากมาย "
" ครั้งนี้เรื่องเก่าเรื่องใหม่ประจวบเหมาะเข้าด้วยกัน หากไม่เร่งแก้จะยุ่งไปมากกว่าเดิม"
" ..เอ้อออ"
ผู้อาวุโสทั้งสี่ ต่างออกความเห็น
ท่านเจ้าอาวาส พริ้มตาใบหน้าสงบนิ่ง ค่อยๆเปล่งเสียง
"ครั้งนี้ มิใช่ครั้งก่อน การชี้แจงมิใช่ทำไม่ได้ แต่เหมือนน้ำบ่ามา หากเอาตัวเข้ากั้น อาจโดนพังทลายไปกับสายน้ำ ครั้งนี้ จักใช้ยี่สิบตำลึง ปาดพันชั่ง เอาพลังข่าวร้ายทำให้เกิดความสนใจจากคนทั้งแผ่นดิน แล้วจึงทำความจริงของเรื่องราวให้ปรากฎให้ประจักษ์กับสายตา
เมื่อมือไม่มีแผล แม้กำยาพิษก็มิอาจทำอย่างไรกับเราได้ เราไม่มีความผิด หากความจริงปรากฎได้ จักทำลายเรื่องข่าวไม่ดีทั้งหมด รวมทั้งข่าวเล่าลือครั้งก่อนลง
ต้องระดมศิษย์จากทั่วทุกแคว้น วิทยายุทธไม่ต้องสูงล้ำ แต่ทนทานต่อการก่นด่า และสามารถให้คำชี้แจงได้
เราไม่อาจจะพึ่งระบบทางการได้ เหลืออาวุธเพียงอย่างเดียว คือ ความจริง
ความจริงเท่านั้น ที่จะพาเราผ่านด่านไปได้"
"แล้วความจริงแค่ไหน ที่เราสามารถพูดได้เล่า....?" ผู้อาวุโสที่สี่ถาม
"ความจริงพูดได้ก็จริง
หากถามว่าแค่ไหน
นั่นขึ้นอยู่กับว่า
กาลไหนที่จะพูด
และ พูดความจริงส่วนไหน ต่างหาก
หากบางคนรู้ความจริงแค่บางส่วน ก็อาจคาดเดาส่วนที่เหลือผิดไป เรื่องราวอาจจะเลวร้ายเพิ่มขึ้น
ความจริงที่ไม่มีใครเชื่อ ก็ไม่เกิดประโยชน์เช่นกัน
หรือ ได้รับความจริง แต่มาหลังจากที่ตัดสินใจ ทำลายล้างไปแล้ว ความจริงเช่นนี้ก็มีแต่ทำให้เสียใจเพิ่มขึ้น
เวลานี้ที่ฝ่ายอธรรมฮึกเหิม นี่แหละ จะเป็นเวลาที่เหมาะสม ที่จะชี้แจงความจริงทั้งหมด .."
สายตาส่งเสียงต้าซือเจ้าอาวาส ทอดยาวไกลไปยังทิวเขาที่เบื้องหน้า ดุจดั่งทะลุหมู่เมฆ ไปถึงสุดขอบฟ้าของเรื่องราว
To be continuted 須載 โปรดติดตามตอนต่อไป
เป็นหน้าที่ของกองพลหัตถ์สวรรค์ปัญญาเทวดาที่จะมาชี้แจงความจริงให้ปรากฏต่อประชาคมโลกเจ้าค่ะ
ตอบลบเยี่ยมยุทธๆๆ ผู้น้อยขอคารวะ
ตอบลบนับถือ นับถือครับ ถือว่าเป็นสุดยอดของวิทยายุทธครับที่ผสมผสานกันทั้งบู๊และบุ๋นเอาไว้อย่างแยบยล
ตอบลบข้าน้อยขอคารวะอีกจอกครับ
สงบสยบความเคลื่อนไหว.. สูงสุดคืนสู่สามัญ เวลาวารีไม่เคยรอใคร ตอนนี้รอแต่ว่าเมื่อไรจะไป..
ตอบลบเกิด แก่ เจ็บ ตาย.. หนีไม่พ้น อมิตตพุทธ
ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
ตอบลบนักปราชญ์ราชบัณฑิต ยังพอมีอยู่
ตอบลบประชาชน ที่มีใจเป้นธรรม ยังพอมีอยู่
หากทุกคนนำความจริงนี้ไปขยาย ย่อมได้ประโยชน์ ไม่เป็นเบี้ยล่างเป็นเครื่องมือให้คนชั่ว
อ่านแล้วโปรดส่งต่อ
อะแฮ่มๆ มีฉากเปิดตัว....หักซาหวัง ..ซะล่วย
ตอบลบศิษย์จากทั่วทุกแคว้น พร้อมออกชี้แจงความจริงเจ้าค่าา ธรรมต้องชนะอธรรม เมื่อความจริงถูกเปิดเผย เราจะคือ ผู้ชนะทุกกรณี
ตอบลบอา!,,ข้าผู้น้อยเลื่อมใสในตัวท่านยิ่งนัก นับถือ นับถือ
ตอบลบมาทำหน้าที่ให้ความจริงกับสังคมกัน
ตอบลบหมากตานี้ช่างลึกล้ำล้ำลึกยิ่งนัก ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว หมู่มารจึงต้องล่าถอยกลับไป ไม่สู้ ไม่หนี แต่ทำความดีเรื่อยไป
ตอบลบกลับมาอ่านเพื่อซึมซับอีกรอบ ด้วยความคารวะในความไร้เทียมทาน คารวะ คารวะ
ตอบลบเข้าใจครับ รับปฏิบัติการให้สม่ำเสมอ ครับ
ตอบลบ