ดัชนีโลหิต

ดัชนีโลหิต

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 14 สาบานในสวนดอก..?

บทที่ 14  สาบานในสวนดอก..?

สมควร เรียนเอกวิชาวรรณคดี  ถ้าเป็นวิชาอื่น ที่ต้องมีการคำนวณ สมองส่วนที่ใช้การคำนวณจะปิดระบบ ปรับโหมดเป็นโลกใหม่ให้สมควร  

สมควรจะมองภาพ ที่อาจารย์กำลังเริงระบำอยู่ท่ามกลาง ฝูงผีเสื้อ ตัวเล็กต้วน้อย รูปร่างคล้ายๆ กับตัว เอ บี  บินพริ้วไปมา รอบตัวอาจารย์ 
สมควร มองไปยิ้มไป...



วันนี้สมควรเรียนเรื่องสามก๊ก ในตอนสาบานในสวนดอกท้อ คนสามคนมาสาบานพี่น้องกัน พอเริ่มเรื่องสมควรไม่ได้แค่อ่านธรรมดา 
แต่ความรู้สึกของสมควรเหมือนกำลังไปนั่งอยู่ในพิธีที่เค้ากำลังทำ เหมือนนั่งอยู่ข้างหลัง เล่าปี่ หันซ้ายเจอเตียวหุย ขวาเจอกวนอู 
ดังนั้น เรื่องราวใดๆ ที่เรียนแทบจะไม่ต้องจำอะไรมาก เพราะจำเหตุการณ์ได้เหมือนเราผ่านเหตุการณ์นั้นมา
สมควรคิดว่า พี่ข้างหน้านี่แกเล่นเป็นนะ จะเอาเงินตาอ้วนข้างซ้ายนี่ จะเอาแรงคนตัวโตข้างขวา แต่ไม่มีเงินจ้าง เอาธูปสามดอก ใช้งานตลอดชีพ เจ๋งอะ

………

บ้านของเล้าอุกอิก เป็นเรือนชุด กินอาณาบริเวณกว้างใหญ่  ด้านหลังติดภูเขาลูกเล็กๆ ปลูกต้นราชพฤกษ์ไว้เต็มเขา เวลาออกดอกเหลืองอร่ามไปทั้งลูก เล้าอุกอิกชอบตอนที่ราชพฤกษ์ออกดอกเหมือนมีภูเขาทองคำอยู่หลังบ้าน

เล้าอุกอิกเชิญแขกเหรื่อ ทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อย มากันเต็มบ้าน เนื่องด้วยการเดินทางกลับมาของ เล้าม้าน้าว มาพร้อมกับ ความเป็นหนุ่มนักเรียนนอกจากอิงกั๋ว  

ม้าน้าวเดินไปมา ในชุดเสื้อผ้าแบบตะวันตก มีหูกระต่ายสีแดงสดใส ติดที่คอ
ยิ้มไปมาให้แขกเหรื่อ 

Thank you very much …นะ อาเฮีย อากง อามา ปู่ย่า ตายาย  อาตี๋ อาหมวย  and my friendsss ทุกคนนะ  ….

คำพูดแบบผสมปนเป หลายหลากภาษาที่เล้าม้าน้าวพูดให้ผู้ร่วมงานฟัง ทำเอาทุกคนฟังแล้วก็ไม่รู้เรื่องว่า ม้าน้าวจะบอกอะไร แต่ฟังแล้วดูหน้าตาท่าทาง คงจะพูดอะไรดีๆ  
พากันส่งเสียง ปรบมือ กันเป็นระยะ หัวเราะชอบใจ 

“มันว่าอะไรวะ”  อากง 1 ถาม 
“ไม่รู้เหมือนกัน”  อากง 2 ตอบ
“แล้วเอ็งปรบมือทำไม”
“ไม่มีอะไรทำน่ะ อีกอย่างเอ็งไม่สังเกตุนี่หว่า”
“เอ็งดูนะ”
แปะ แปะ แปะ  เสียงปรบมือสามครั้ง ม้าน้าวบนเวที หันมาฉีกยิ้มค้าง
แปะ แปะ แปะ  เสียงปรบมือดังฝั่งโน้น ม้าน้าวก็หันไป ฉีกยิ้มให้ฝั่งโน้น
หมุนไปหมุนมาทุกครั้งที่มีเสียงปรบมือ ...​

“เออว่ะ หนุกดี”  ...ฮา ฮา ฮา 

เล้าอุกอิก เปิดร้านค้ามากมายหลายมณฑล ข้าวของบรรณาการมากมี แต่ที่ขาดไม่ได้ ก็คือ ต้องเชื้อเชิญ เฮียะพะบุ้ง อดีตนายอำเภอ ที่ผันตัวเองเข้ามาเป็นข้าราชการในกรมการกำกับการค้า 

เฮียะพะบุ้ง เองก็ดูเหมือนว่า ยินดีอย่างยิ่งที่จะได้เข้าใกล้ คนอย่างเล้าอุกอิก ผู้มีเครือข่ายการค้าไปหลายมณฑล


ถึงกับนำของกำนัลมามอบให้ทั้งพ่อ ทั้งลูก  เป็นม้าทองคำ คนละตัว
“ ม้าทองคำ ยืนนิ่งๆ ยังวิ่งไปถึงขอบฟ้า”  เฮียะพะบุ้ง กล่าว
“ทุกคนถวิลหาทรัพย์สินศฤงคาร แม้อยู่ห่างไกลสุดขอบฟ้า หากรู้ว่าที่นี่ มีม้าทองคำก็จะคิดถึงตลอดเวลา ดังนั้นข้าจึงว่าแค่ยืนนิ่งๆ ยังวิ่งไปถึงขอบฟ้าได้”

เล้าอุกอิก เล้าม้าน้าว ถึงกับแก้มฉีก รีบรับม้าทองทั้งสองตัว ..
ชื่อตำแหน่งหน้าที่ของ ข้าราชการท่านนี้ถูกพ่อลูกตระกูลเล้าจำได้ทันที 
“เฮียะซิงแซ  ท่านเอ็นดู พ่อลูกเรา เกินไป เราสองพ่อลูกยินดีรับใช้ ยินดียินดี”
“เล้าซิงแซ อย่าเข้าใจผิด อย่าเข้าใจผิด ข้าเห็นบุรุษหนุ่ม มีใจรักความก้าวหน้า ก็อยากส่งเสริม ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร” สองมือประสานพูดไปยิ้มไป

ความคิดแล่นดุจสายฟ้า ออกมาเป็นมธุรสวาจา 
“บรรพชน สาบานในสวนท้อ 
แม้นไม่เกิดวัน เดือน ปีเดียวกัน แต่ขอตายวัน เดือน ปีเดียวกัน 
วันนี้ข้าเฮียะพะบุ้ง  เห็นน้องเล้าม้าน้าวแล้วถูกชะตา อยากที่จะเลียนแบบบรรพชน สาบานเป็นพี่น้องกับน้องท่าน”

บรรยากาศพาไปขนาดนั้น เสียงปรบมือกระหึ่มกึกก้อง แบบดีกว่าอยู่เปล่าๆ
ม้าน้าว เกิดมาไม่เคย รู้จักคำว่า “ เกียรติ” สะกดไม่ถูก 

มาวันนี้จู่ๆ ไม่คาดฝัน มีข้าราชการคราวพ่อ มาขอเป็นพี่น้อง นึกในใจ ก็ดีนะ เผื่อ คนแก่ที่บ้านเป็นอะไรไป เรายังได้อาศัยลุงคนนี้ พอกันตายไปได้ คิดแล้วดวงตาก็เป็นประกาย 

เฮียะพะบุ้ง หว่านเงินไปไม่ใช่น้อย รู้ดีว่า เล้าอุกอิกเข้านอกออกในวังหลวงได้  มีความสัมพันธ์พิเศษกับ เอี้ยกงกง ผู้สามารถชี้ฟ้าดินให้เป็นไปได้ตามใจต้องการ

การได้เป็นเหมือนลูกชายเล้าอุกอิก มีแต่เพิ่มยอดทำการค้าอย่างเดียว ใบหน้าจึงฉายไปด้วยรอยยิ้มเบิกบาน 

“ถ้าเช่นนั้น ขอพวกท่านทั้งหลายเป็นพยานในการสาบานนี้ด้วย” เล้าอุกอิกหันมาพูดกับแขกเหรื่อ

เล้าอุกอิกคิดถึงลูกชายตัวเองแล้ว ก็ไม่ค่อยแน่ใจว่า จะเอาตัวรอดไหม หากมีคนที่มีประสบการณ์คอยชี้แนะ เพิ่มอีกคน คอยดูแลไม่ให้เสียเปรียบคนอื่น ก็เป็นเรื่องดี 

ใช้เวลาเตรียมสถานที่เล็กน้อย ก็พา คนทั้งสอง และแขกเหรื่อ ไปที่แนวเขตชายป่าราชพฤกษ์ 

“บรรพชนใช้ดอกท้อ สร้างตำนานอันยิ่งใหญ่  
วันนี้ข้าเฮียะพะบุ้ง”   หยุดหันมามองหน้าเล้าม้าน้าว
 “ข้า..เล้าม้าน้าว” ม้าน้าวรีบส่งเสียงตาม
“แม้นไม่เกิดวัน เดือน ปีเดียวกัน แต่ขอตายวัน เดือน ปีเดียวกัน” เฮียะพะบุ้งออกเสียงอย่างดัง
“แม้นไม่เกิดวัน เดือน ปีเดียวกัน แต่ขอ Cry วัน เดือน ปีเดียวกัน” เล้าม้าน้าวพูดเสียงดังฟังไม่ชัดบางตัว  คิดในใจว่า พี่อยู่มานานแล้วก็ตายก่อน น้องจะร้องไห้ ให้แล้วกัน


ณ ใต้ต้นราชพฤกษ์ที่กำลังออกดอกสีเหลืองทองบานสะพรั่ง 
ข้าขอประกาศว่า นี่เป็นสาบานเป็นพี่น้อง ขอเรียกว่า
“สาบานดอกทอง”



เอ้าปรบมือ  .......


To be continuted 須載 โปรดติดตามตอนต่อไป

11 ความคิดเห็น:

  1. 555 สามพี่น้องแห่งสวนท้อ ฤาจะสู้สองสหายแห่งสวนดอกทอง.. นับถือ นับถือ

    ตอบลบ
  2. สำนวนสละสลวยสุดยอดเลยค่ะ

    ตอบลบ
  3. อ่านจบ อดขำไม่ได้กับสำนวน
    “สาบานดอกทอง”

    ตอบลบ
  4. มีแต่เอาประโยชน์ใส่ตัวเอง ถ้าไม่มีประโยชน์ม้าน้าว อยู่ไม่ได้

    ตอบลบ
  5. ต้องเรียกว่าเป็นการรวมกันของคนโฉดอย่างยิ่งที่สวนดอก??? แผ่นดินนี้จึงได้ลุกเป็นไฟ เฮียะพะบุ้ง เล้าม้านาว ช่างเป็นอัปมงคลนามจริงๆ หุหุ

    ตอบลบ
  6. ขอคารวะท่านจอมยุทธ คัชนีเลือด 55555 ไร้เทียมทาน ไร้เทียมทาน

    ตอบลบ
  7. ต่างคนต่างคิดเอาประโยชน์ใส่ตน หามีความจริงใจไม่ ไร้เทียมทาน "สาบานดอกทอง" สุดท้ายใครหนอ จักได้ประโยชน์จากการนี้???

    ตอบลบ
  8. หลังกรีดเลือดสาบาน .. มิเคยคิดทำเรื่องดี

    ตอบลบ