ดัชนีโลหิต

ดัชนีโลหิต

วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 23 ดิ้นรน หาทาง


"หยุด นั่งซะทีได้ไหม " เสียงบอกถึงความรำคาญของหลวงจีนอี้ซารา 

ต้าปู้  หยุดเดิน หันมามองหน้า เหมือนจะพูดอะไร แล้วก็นั่งลง แต่แววตาที่กรอกไปมา ท่าทางลุกลี้ลุกลน ก็ยังมีให้เห็น

"จะกังวลไปทำไมล่ะ ท่าน "  เฮียะพะบุ้ง กล่าวไปด้วยเสียงที่ไม่ค่อยจะมั่นใจ เหมือนคำพูด

" ? "  ม้าน้าว นั่งทำหน้า เป็นเครื่องหมายคำถาม แบบมึนงง บนหัวอันกลมกลิ้ง แต่ไร้สมองที่สร้างสรรค์

เสียงนาฬิกาสไตล์ยุโรป ที่ติดตั้งไว้ ดังชัดในความเงียบ หลังจากที่ทุกคนนั่งกันนิ่งๆ สักพักใหญ่ๆ

" เฮ้ยยยยยย  ข้าจะบ้าแล้วววว"  ต้าปู้ ทำลายความเงียบ ขึ้นมา
"พวกเจ้ามานั่งทำอะไรกันที่นี่  ที่นี่มันที่ทำงานตงฉ่าง  ไม่ใช่ เหลาที่พวกเจ้าจะมาดื่มกินกัน"  

"เหอ เหอ เหอ  ใจเย็นๆ ไว้ ท่านต้าปู้ เวลานี้พวกเราก็เหมือนลงเรือลำเดียวกัน เราทั้งหมดได้รับคำสั่งจากเบื้องบน ให้ทำงานชิ้นสำคัญ แต่งานยังไม่สำเร็จเสร็จสิ้น  

ต้าซือแห่ง ฝ่าซันซือ ก็ยังอยู่ดีมีสุข ยังไม่เพลี่ยงพล้ำ ตามแผนที่เบื้องบนวางไว้
ต้าซือว่าที่ราชครู ที่ให้ฟ้องร้องเรื่องราวก็ยังอยู่เป็นสุขดี
ที่ไปทำให้คนเสื่อมศรัทธาในวัดในศาสนา ตอนนี้ก็ไม่ไปถึงไหน

ฝ่ายที่เป็นปรปักษ์ การเมืองแม้พวกเราจะจัดการไปได้ แต่ก็ใช่ว่าจะถอนรากถอนโคน หมด  

มาวันนี้ กลับเป็นฝ่ายเบื้องบนเอง ที่มีการเปลี่ยนแปลง ยังไม่รู้ว่าจะอย่างไรต่อไป เหอ เหอ เหอ  " หลวงจีนอี้ซารา ลำดับเรื่องราว

" ก็ใช่อย่างที่ท่านอี้ซารา กล่าว  ตอนนี้กลับเป็น เอี้ยกงกง ที่ไม่แน่ชัดว่าจะเอาอย่างไรต่อ  แม้ทางท่านผู้หญิงทั้งหลาย ที่ส่งคำสั่งลับออกมา ก็เช่นกัน ช่วงเวลานี้ ที่มีการเคลื่อนไหวภายในราชสำนัก ก็เก็บตัวกันหมด" เฮียะพะบุ้ง แสดงความเห็นเพิ่มเติมไปทางเดียวกัน

"แล้วคำสั่งลับที่ให้เรามารวมกันที่นี่ ล่ะ ใครเป็นคนออกมา" ม้าน้าวทนไม่ได้ต้องถาม

ทุกคนหันมองไป มองมา หยิบกระดาษแผ่นเล็กๆ จากอกเสื้อออกมาวางบนโต๊ะ 

ข้อความที่เขียน เป็นลายมือเดียวกัน สั้นๆ ถึงสถานที่ วันเวลา ให้มาพบกัน ตรงกัน ต้องเป็นคนๆ เดียวกันที่ส่งข้อความเหล่านี้ไป

"หรือเป็นเล่ห์กลของฝ่ายวัด"  ม้าน้าวละล่ำละลัก  
" เหอ เหอ เหอ  ใครมันจะบ้าทำแบบนั้น"  หลวงจีนอี้ซารา ตามองดูหัวปุ๊งเหน่ง แล้วก็อดขำไม่ได้

"ก็ต้องเป็นคนฝ่ายเรานี่แหละ ที่รู้ว่าพวกเราทำงานให้" เฮียะพะบุ้งเสริม

"โห ทำอย่างกะใครเค้าจะไม่รู้หรือไง ว่าพวกเรามันทำงานด้วยกัน" ต้าปู้พูดตัดด้วยความรำคาญ

เมื่อยังไม่รู้ว่า ใครเป็นคนเรียกมาเช่นนี้  ขณะที่กำลังตัดสินใจจะไปจะอยู่ต่อกัน พลันประตูห้องประชุม ก็เปิดออก

"ขออภัยทุกท่าน วันนี้ถนนคราคร่ำ ไปด้วยผู้คน แม้แต่เกี้ยวของเรายังฝ่าฝูงชนมาด้วยความลำบาก  ติดจริงๆ  ถนนบางสายที่จะมาที่นี่ น้ำก็รอระบาย จนคนแบกเกี้ยวลุยน้ำมาไม่ไหว ต้องเดินอ้อม ไม่ไหว ไม่ไหว"  บุรุษร่างเล็ก อายุราวห้าสิบห้า ห้าสิบหก เดินอาดๆ เข้ามาในห้อง คำพูดที่ขออภัย กับลักษณะการเดินเข้ามาไม่ได้สัมพันธ์กัน 

ม้าน้าว ถือว่า เป็นน้องใหม่ในวงการ ด้วยตัวเองเดินตามเฮียะพะบุ้ง ดุจลูกเทพที่ห้อยตามขอบกางเกง ดังนั้นก็ไม่ทราบว่าใครที่เข้ามา

ต้าปู้ หันมามอง ใบหน้านิ่งๆ ไม่มีความรู้สึกใด
เฮียะพะบุ้ง ลุกขึ้นประสานมือ ยิ้มแย้มดุจเห็นบรรพบุรุษเดินเข้ามา
อี้ซารา มีรอยยิ้มที่มุมปาก เหมือนดั่งว่า เดาเรื่องราวออกสักแปดส่วน

"ท่านเสนาบดียุติธรรมล้อต๊อก  ที่เรียกพวกเรามา มีคำชี้แนะใดหรือท่าน" หลวงจีนอี้ซารา กล่าวถามนำ ทั้งเป็นการเดาว่าคนลึกลับที่ออกคำสั่งเรียกนั่น น่าจะเป็น ท่านเสนาฯ

"ท่านอี้ซารา สมแล้วที่เป็นอี้ซารา แหลมคมนัก  ใช่แล้วเป็นเรานี่แหละที่เรียกพวกท่านมา พบกันครั้งแรก" เสนาฯล้อต๊อก กล่าวต่อไป

"พวกท่านคงงุนงงบ้าง ว่าขณะที่เอี้ยกงกง หายไปจากราชสำนัก แล้วใครที่ใช้คำสั่งลับนี้  ก็ต้องขอบอกกับทุกท่านว่า ให้ทุกท่านทำหน้าที่ที่ได้รับมาก่อนหน้านี้จากท่านเอี้ยกงกงต่อไป อย่างเคร่งครัด

ทุกสิ่งทุกอย่างให้ดำเนินการไปตามคำสั่งเดิมจนกว่าจะมีคำสั่งใหม่"
เสนาฯล้อต๊อก กล่าวด้วยเสียงธรรมดาๆ


เจ้าหน้าที่ที่เดินเวรยามอยู่หน้าห้อง รู้ว่าใครอยู่ในห้องนี้ แต่ไม่รู้ว่ามีเรื่องใด ที่ทำให้กลุ่มคนที่มีปัญหาทั้งหลาย บางคนก็มีคดีความกับราชสำนัก ยังไม่ปิดคดี 
หากเป็นเวลาปกติ คงจะจับตัวไปขึ้นเงิน เอารางวัลนำจับเสร็จไปแล้ว

แต่นี่ถึงกับมาประชุมที่ สำนักงานตงฉ่างเสียเอง
"ท่านต้าปู้ จะว่าอย่างไง แต่ละคนมีค่าตัว ค่าหัวทั้งนั้น" เจ้าหน้าที่กระซิบกัน 
"จะไปว่าอะไร ถ้าไม่มีตังค์กินหนม ก็คงเอาหัวไอ้พวกนี้มากินแทนล่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า " เจ้าหน้าที่ตงฉ่างทั้งสองคุยกันเบาๆ ขำๆ 




กริ๊ก.. เสียงจอกหยก วางเบาๆ กระทบกับโต๊ะหินเจียรนัย 
"น้ำชา ของตงฉ่าง เข้มข้นดุจดั่งคนของตงฉ่าง" เสนาฯล้อ กล่าวชื่นชม

"ท่านอี้ซารา ขอท่านจงไปทำให้ฝ่ายสงฆ์ปั่นป่วน ไปทำให้วัดฝ่าซันซือ เป็นพวกนอกรีต ตัดออกจากสงฆ์ส่วนใหญ่ โดดเดี่ยวแล้วหาเรื่องใส่ความทำลายไป  

ส่วนท่านเฮียะกับพวก ไปจัดการว่าที่ราชครู ไปหาเรื่อง ไปหาทางฟ้องให้เป็นต้นเรื่อง ฟ้องร้องต่อราชสำนัก ไปดูว่า เรื่องใดที่ฟ้องแล้ว ถ้าชาวบ้านได้ยินจะต้องเชื่อว่าจริง แม้เรื่องนั้นไม่จริงก็ไม่เป็นไร ขอให้ตั้งเรื่องมาถึง เดี๋ยวข้าจะไปจัดการต่อ

ต้าปู้  เรื่องในตงฉ่าง ฉาวโฉ่ นี่เมื่อไหร่จะจบ ตอนนี้ ชาวบ้านร้านตลาดต่างเอือมระอา กับท่าทีการทำงานของพวกท่านแล้ว  อะไรกันเรื่องง่ายๆ แค่มีคนตายคนนึง ทำเรื่องเล็กๆให้เป็นเรื่องใหญ่ ดุจถอดกางเกงผายลม"  เสนาฯล้อ พูดยืดยาวอย่างอารมณ์ดี มาเสียงเปลี่ยนเป็นหนักหน่วง ตอนที่พูดถึงตงฉ่าง

"เรื่องมันก็คงจะจบง่ายๆ เหมือนเคยหรอกท่าน  ถ้าแพทย์จากพรรคเหรียญทอง ยอมโอนอ่อนตามตงฉ่าง ก็คงไม่มีปัญหาไปแล้ว แถมตอนหลัง แพทย์ซากศพพันปี ที่มีชื่อเสียเลื่องลือเรื่องทำของร้ายให้กลายเป็นของดี ทำเรื่องถูกเป็นเรื่องผิด ชนิดผลิกลิ้นสามตลบได้ดุจน้ำที่ลื่นไหลไปตามท่อระบายน้ำ ก็ออกมาขัดแย้งกับแพทย์จากพรรคเหรียญทอง  ต่างฝ่ายต่างดื้อรั้นถือทิฐิ ไม่ยอมกัน เรื่องราวเลยเป็นที่สนใจลือกันไปทั้งมณฑล" ต้าปู้ พูดด้วยความหัวเสีย

"แพทย์จากพรรคเหรียญทองที่เคยใช้บริการกันมา ทำไมถึงไม่โอนอ่อนตาม" เสนาฯล้อ ถาม

"ก็คือ  เอ้อ..  อืมม....   เจ้าหน้าที่ตงฉ่าง ไปพูดบอกว่า สาเหตุการตายของผู้ถูกคุมขัง เป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่พรรคเหรียญทอง  ...เฮ้อ..." ต้าปู้กล่าวเบาๆ

"อ้อ  เค้าเลยออกมาปกป้องตัวเองก่อน " 

" แล้วแพทย์ซากศพพันปี  ใครไปเชิญมา"
"เรื่องนี้ ไม่ต้องมีใครเชิญ ใครก็ทราบว่า นางเป็นจอมวุ่นวายแห่งยุทธภพ มีเรื่องที่ไหนที่คนร่ำลือ พูดคุย นางจะเข้าไปมีส่วนด้วยเสมอ"

"บ้านตัวเอง ยังไม่เก็บกวาดให้เสร็จ จะไปจัดการที่อื่นเค้าได้เช่นไร"


"ท่านเสนาฯ  แล้วเบื้องบนจะเอาอย่างไร ถ้าพวกเราเดินหน้าจัดการวัดเต็มที่ แล้วเกิดเรื่องข้างบนเปลี่ยนข้างสลับขั้ว สงบแล้ว กลับไม่เห็นด้วยกับการกระทำของพวกเรา เกรงว่าจะลำบากกันไปทั้งหมด" เฮียะพะบุ้งสอบถาม

" เฮ้อ..เรื่องนี้เราก็หนักใจ จะหยุดทำ ก็ใช่ที่ จะเดินต่อก็ไม่รู้ชะตา เหมือนดั่งทอดบันไดแทงทะลุม่านเมฆขึ้นไป เร่งกำลังทุกอย่างยกขบวนกันขึ้นไป กลับพบว่า ด้านบนว่างเปล่า พอลงมาตีนบันไดกลับตั้งอยู่ปากขุมนรก จะไปต่อก็ไม่ได้ จะลงก็ไม่ได้ " เสนาฯล้อ รำพึง

"อ้าว แล้วท่านมาบอกให้พวกเราทำไปต่อ ถ้ามีเรื่องอะไร ท่านรับผิดชอบเราได้ไหม" ต้าปู้ถึงกับลุกขึ้นถาม


"เราทำตามคำสั่ง จะผิดอะไร" เสนาฯล้อ ตอบเสียงอ่อย
"แต่คำสั่งพวกเรามันไม่มีที่เป็นทางการ แค่กระดาษไม่มีใครเซ็นต์มาให้ แบบรู้กัน" ต้าปู เสียงชักดังขึ้น

"แล้วถ้าเราไม่ทำไปล่ะ ถึงเวลาเบื้องบน กลับเป็นฝ่ายเดิม ที่สั่งเรา จะทำอย่างไร ก็จะเห็นว่างานที่สั่งไปได้ทำ ไม่คืบหน้า เราก็จะแย่อีก แล้วที่ลงทุนลงแรงไปแล้วตั้งมากมาย นอกจากไม่ได้ผลตอบแทนแล้ว เกรงว่าจะรักษาหัวเอาไว้บนบ่านี้ต่อไปได้หรือไม่" เฮียะพะบุ้ง บ่นๆ

"ตั้วเฮีย แล้วม้าน้าวจะทำอย่างไง ม้าน้าวยังไม่ยอมตายนะ"ม้าน้าวสะกิดถามเฮียะพะบุ้งเบาๆ 

เสนาบดีล้อต๊อก ที่ตั้งใจเรียกพวกนี้มาชุมนุมกัน ก็เพื่อจะเดินหน้าต่อ แต่เมื่อพูดคุยกันแล้ว ก็พบว่า ไปไม่ได้ กลับไม่ได้ ทั้งกลุ่มก้อน ช่างน่าอนาถแท้ ชีวิต

" กรรมเวร กรรมเวร  กรรมใดใครก่อ คนนั้นรับกรรม จริงแท้ อามิตตาพุทธ" หลวงจีนอี้ซารา ส่งเสียงดังคำสวดให้


.......
....
..

ใต้เงาไม้บางๆ ที่ทอดทับไปทางตำหนัก ของนางเหล่านางกำนัลทั้งหลาย 

เสียงเจื้อยแจ้วของ นางกำนัลสาว ที่เร่งรัดกันให้ช่วยกันแต่งตัว 
ที่ร่ำร้องให้รีบทาน ดื่ม กิน 
เสียงเซ็งแซ่ ปั่นป่วนวุ่นวาย 
มีเสียงถอนหายใจเบาๆ แทรกขึ้นมา

ท่านผู้หญิงเจี่ยตู้จวน กับ ท่านผู้หญิงเหนียนหนี่เอ๋อ  นั่งหลังตรง หน้าย่น ผมสั้น อยู่หน้าตำหนักกำลังถอดถอนใจ

" แก่ป่านนี้แล้ว ต้องมาทำหน้าที่ดุจนางกำนัลเด็กๆ ยกน้ำยกท่า แต่งตัวเขียนคิ้วทาปาก น่าอดสูนัก"  ท่านผู้หญิงเจี่ย พูดไปด้วยความคับแค้น

"คงไม่นานหรอกซือแป๋ แค่ลมพัดมาแรงเราก็ผ่อนตามลมไปก่อน " ท่านผู้หญิงเหนียนหนี่เอ๋อ  ปลอบใจ

"ก็คงไม่นานหรอก เราก็ใกล้จะไปเฝ้าไต้อ๋องแห่งยมโลกแล้ว ไม่รู้ว่า พรุ่งนี้ กับ ชาติหน้าอันไหนจะมาก่อนกัน"  น้ำตาเริ่มคลอเบ้าเหี่ยวๆ ของท่านผู้หญิงเจี่ย

"เสียดายทวนทมิฬไร้น้ำใจ ไม่มีโอกาสได้ใช้ เพราะเป็นคำสั่งจากเบื้องสูง ขัดไปก็เท่ากับก่อการกบฏ มีหวังตายหมดเจ็ดชั่วโคตร " ท่านผู้หญิงเหนียนหนี่เอ๋อ กล่าวแล้วก็เริ่มร่ำไห้

"หรือว่ากรรมมีจริง เราไล่ล่าว่าที่ราชครู กับวัดน้อยใหญ่ ที่เราต้องการให้ไม่ตายก็หมดอิสรภาพนั้น ทำศาสนาให้ปั่นป่วนวุ่นวาย กลับต้องมาหมดสิ้นทุกอย่าง ที่สำคัญคือ แม้อิสรภาพในการคิดกำหนดชีวิตทุกวี่วัน ยังทำไม่ได้ มีแต่หนทางตายสายเดียวที่จะหนีออกจากตรงนี้ได้"  ท่านผู้หญิงเจี่ยรำพัน

นางกำนัลที่ใส่ชุดเด็กใหม่สองคน ชุดใหม่แต่หน้าเก่ามาก ถึงกับร้องไห้ดุจทารก 

.....
...
..

น้ำที่ท่วมท้นขึ้นมาที่หน้าบันไดกุฏิ มีใบไม้แห้งๆ ลอยมาตามน้ำ มดที่อยู่บนใบไม้ไร้ทิศทาง ไม่รู้ชะตากรรม วิ่งวนอยู่บนใบไม้ 

คงรุ่มร้อนใจ จะไปก็ไม่ได้ เห็นฝั่งใกล้ๆ แต่ไกลสุดขอบฟ้า 

น่าสงสาร นัก

พระสมควรปลงกับเหล่ามด



To be continuted 須載 โปรดติดตามตอนต่อไป



วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 22 ทำลายจุดกำเนิด


ฝ่ามือ ยูไล 72 กระบวนท่า

เดิมทีปรมาจารย์ตั๊กม้อ บัญญัติยอดวิชานี้ ไว้เพื่อทำให้จิตใจสงบ และ ทำให้ร่างกายแข็งแรง ต่อมาบรรดาอาจารย์หลายรุ่น ได้พัฒนาปรับปรุงกระบวนท่า ต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกัน และ ง่ายต่อการฝึกฝน
เพียงแต่ที่ยากเย็น คือ พลังภายใน ที่ต้องเกิดจากความสงบนิ่งตามแบบสถาบันสงฆ์

ธรรมดาของกำลังภายในทั่วไป เกิดจากลมปราณจากจุดตั้งชั้งใต้สะดือสองนิ้ว เป็นฐานของกำลังภายใน

แต่ของทางสถาบันสงฆ์ กลับเลื่อนขึ้นจากจุดตั้งชั้งขึ้นมาเล็กน้อย ทำให้สมาธิตั้งมั่นมั่นคงกว่า และลมปราณก็บริสุทธิ์กว่า พลังภายในจึงก่อเกิดมากกว่า

เมื่อชักนำไปสู่เส้นน้อยใหญ่ทั่วร่างกาย จึงเป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวงแก่ผู้ฝึกวิทยายุทธ

แต่จะฝึกถึงขั้นนี้นั้น จิตใจต้องผ่องใส บริสุทธิ์ ควบคุมความคิดต่างๆ อารมณ์เป็นหนึ่งเดียวได้

อิ่วจาก้วย เมื่อบวชเป็นหลวงจีน ได้ฉายาว่า ซีเซิน ( สละชีพ)  ได้เรียนรู้วิถีชีวิต ของทางสงฆ์
ระหว่างความมี กับ ความไม่มี
ระว่างความทุกข์ กับ ความสุข
ระหว่างความสว่าง กับ ความมืด
ระหว่างพลังด้านมืด กับ พลังด้านสว่าง

มีหลายอย่างที่หลวงจีนซีเซินเข้าใจว่ารู้แล้ว แต่เมื่อได้ยินได้ฟังคำอธิบายจากหลวงจีนอาวุโส แล้ว ก็ยิ่งรู้สึกว่า ความเข้าใจของตนเองนั้น เป็นเพียงเศษเสี้ยวของความรู้ทั้งมวล

สิ่งที่ตนไม่เข้าใจนั้นยังมีอีกมากมาย และ เรียนรู้อย่างไร ก็คงไม่หมดไปได้

วันหนึ่งหลวงจีนอาวุโสที่สี่ ได้เรียกหลวงจีนซีเซินไป
" เจ้าเคยฝึกวิทยายุทธมาก่อน มีประสบการณ์มากมาย อาจารย์ต้องการทดสอบเจ้า ก่อนที่จะเริ่มเรียนอะไรต่อไป

ตรงนี้มีใบไม้ เจ้าลองทำลายด้วยฝ่ามือเจ้าให้ดูหน่อย"

หลวงจีนซีเซินได้ฝึกวิชากระบี่บินมาแล้ว มีวิทยายุทธ กำลังภายในสูงล้ำ ดุจปรมาจารย์ อายุร้อยห้าสิบปี เพียงแต่เคยฝึกแต่พลังกระบี่ ไม่ถนัดเรื่องพลังฝ่ามือใดๆ

"เราลองผนึกพลังไว้ที่ฝ่ามือ ใบไม้ไม่มีเรี่ยวแรงต่อต้าน แค่ใช้พลังหนึ่งในสิบก็คงพอ" คิดดังนี้ ก็ผนึกกำลังไปที่ฝ่ามือ เสื้อผ้าจีวรพองลม สะบัดเสียงพรึบพรับ  รั้งฝ่ามือค่อยๆเค้นกำลังภายในให้ส่งผ่านไปที่ฝ่ามือ

พลังกำลังภายในแข็งกร้าว ทะลวงออกจากฝ่ามือหลวงจีนซีเซิน เสียงครืนๆ แทรกด้วยเสียงพริ้วไหวของใบไม้ใบหญ้าบริเวณนั้น

หลวงจีนอาวุโสที่สี่ ค่อยๆ จิบ ชา  มองดูด้วยสายตาอ่อนโยน มีรอยยิ้มน้อยๆ ที่ใบหน้า

ใบไม้ทั้งหมด ก็ยังเป็นใบไม้ทั้งหมดเหมือนเดิมเพียงโอนเอนไปตามพลัง แล้วก็กลับมาที่เดิม ไม่ได้หลุดร่วงไปไหน

หลวงจีนใหม่ซีเซินถึงกับ งุนงง เพราะด้วยพลังขนาดนี้ น่าจะโค่นต้นไม้ได้ทั้งต้น แต่กลับไม่สามารถทำให้ใบไม้ปลิวจากขั้วได้

"ซือแป๋  ข้าขอลองอีกสักครั้ง "  หลวงจีนซีเซินร้องบอก
หลวงจีนอาวุโส ยิ้มๆ แล้วก็ถามว่า "ที่อาจารย์บอกเจ้าน่ะ ให้ทำอะไร"

"ให้ข้าทำลายใบไม้นี้ ด้วย  ฝ่าาา  มือ" หลวงจีนซีเซิน ตอบไปแล้วก็คิดแว้บขึ้นมา เพราะคำว่าฝ่ามือนี่เอง

หลวงจีนอาวุโส ที่สี่ ก็มีรอยยิ้ม แล้วก็มองปฏิกิริยาของ หลวงจีนหนุ่ม

หลวงจีนซีเซิน หันหลังกลับเดินไปช้าๆ ใต้ใบไม้ที่ตนเพิ่งใช้พลังภายในซัดไปแต่ไม่สำเร็จ

หยุดยืนที่ใกล้ๆ กับกิ่งไม้ ใบไม้กลุ่มนั้น ลอยกวัดแกว่งอยู่ตรงหน้า
หลวงจีนซีเซิน มองดู

แล้วก็นึกถึงวิธีการ
ที่จะทำลายใบไม้

นึกถึงคำพูดเมื่อสักครู่



ยื่นมือขึ้นไป...

เด็ด

ฉีก

.... หันมายิ้มเขินๆกับหลวงจีนอาวุโส


.....
..
..

ใช้สติ ปัญญา ในการแก้ปัญหา 
ก่อนที่จะใช้กำลัง 
เรื่องง่ายๆ ขนาดเด็กๆ ทำกันได้ 
ก็อย่าต้องถึงกับ ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ 


การมุ่งเน้นไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว 
กลับทำให้ไม่เห็นสิ่งรอบตัวที่ผ่านไป



พักดูจุดที่เรายืนอยู่สักครู่หนึ่ง 
เก็บเกี่ยวสิ่งรอบตัว แล้วค่อยไปต่อ


แม้พลังภายในก็เช่นกัน เมื่อเริ่มฝึก
ความต้องการที่จะให้สำเร็จ ให้เร็วดั่งใจ 
กลับทำให้ความคิดอยากได้มากเกินไป 
บีบให้เกิดความคิดอยากบีบให้ใจทุรนทุราย 
ไม่สงบ กลับไม่เป็นผลดี


หยุดนิ่งๆ อยู่กับที่ กลับมีความรู้สึกถึง
การเคลื่อนไปของพลัง ลมปราณ
ที่ก่อเกิดจากจุดที่หยุดสนิทขยาย 
ออกไปตามจุดต่างๆ รอบตัว


การที่เจ้าฝึกวิทยายุทธไปแล้ว 
มีความสามารถเก่งกล้า 
มีพลังภายในกล้าแข็ง นั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ
ที่สำคัญคือ  ความเหมาะสมของเรื่องราว  
ว่าเจ้าใช้ สติปัญญา แก้ไข เหตุการณ์นั้นๆ  อย่างไร

ถ้าเจ้าปล่อยให้อารมณ์ ความโกรธ เข้าครอบงำ 
ก่อนที่จะคิดแก้ไขสถานการณ์  
ความโกรธนั้นจะชักพาเจ้าไปสู่ความคิดอันเลวร้าย 
เจ้าจะใช้ความสามารถไปสู่ความเลวร้ายนั้น

พลังภายในจากสถาบันสงฆ์เน้น 
เรื่องความคิด จิตที่บริสุทธิ์ ละโลภ ละโกรธ ละหลง 
ให้ใจสงบดุจน้ำในบ่อโบราณ

การทำลายล้างไม่ใช่วิถีของ สงฆ์ 
พระพุทธองค์ทรงเมตตา ต่อสรรพสัตว์ 
เว้นการทำลายล้าง




หลวงจีนหนุ่มซีเซิน ฟังแล้ว เหมือนจะรู้เรื่อง เหมือนจะไม่รู้เรื่อง 
แต่ก็จดจำคำของอาจารย์เอาไว้ได้  เกิดความคิดขึ้นมาว่า


ที่อาจารย์บอกไม่ให้ความโกรธ เข้าครอบงำนั้น  
เราก็พอเข้าใจ แต่ถ้ามีศัตรูมาจ้องทำลายล้าง วัด 
เราจะทำอย่างไร เมื่อเว้นการทำลายล้างกลับ 
เมื่อเค้าชักดาบ กระบี่ ไล่ฟาดฟัน เราจะต่อต้านอย่างไร
หรือจะปล่อยให้เค้าเชือดคอ ไล่ล้าง ฆ่าหมดยกวัดกันไป 
อันนี้เราลองถามท่านอาจารย์ ว่าท่านจะมีคำตอบเช่นไร

"ท่านอาจารย์ เราตอบโต้ด้วยพลังฝีมือ จะเป็นฝ่ามือ กระบี่ ไม้พลอง ด้วยความไม่โกรธ มันจะเป็นไปได้เหรอครับ" หลวงจีนซีเซิน ถาม

"ใครบอกเจ้าละว่า เราจะตอบโต้ แบบนั้น "

"ศิษย์ไม่เข้าใจ  สมัยศิษย์ฝึกกระบี่  ต้องรวดเร็ว แม่นยำ จี้ถึงจุดมรณะ ของฝ่ายตรงข้ามก่อน ก็เป็นการหยุดการต่อสู้ "

"แล้วเจ้าคิดว่า การฆ่านั้น มันทำให้เรื่องราวจบหรือไม่"

หลวงจีนซีเซิน ขบคิดอยู่ชั่วครู่ มองเห็นเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นคน หรือ สัตว์ต่างๆ ในโลกนี้ ก็ล้วนต้องมีการทำลายล้างกันและกัน เพื่ออาหารบ้าง เพื่อความสนุกสนานบ้าง แล้วก็มีการจองเวร อาฆาต แก้แค้น ไม่จบสิ้น  แม้ตัวเองตายไป ลูกหลาน เพื่อนพ้อง ก็ตามมาแก้แค้น บู๊ลิ้มจึงไม่มีวันที่จะสงบสุขได้ มีแต่เรื่อง



" อย่าว่าแต่การฆ่าเลยท่านอาจารย์ แค่กลั่นแกล้งกัน เมื่อมีอำนาจแกล้งยึดทรัพย์ ขูดรีด จัดการคู่แข่งทางการค้า การเมือง ให้พ้นทางด้วยการใส่ร้าย ใส่ความ แค่นี้ ก็ไม่มีวันจบสิ้นแล้ว " หลวงจีนซีเซิน เปรียบเทียบ ดวงตาสุกสกาว ดั่ง เงาดวงจันทร์ในบ่อน้ำโบราณ

"แล้ววัดมีวิถีการต่อต้านศัตรู เช่นไร วิทยายุทธที่ฝึกปรือ จะใช้อย่างไร" หลวงจีนซีเซินกลับมาที่คำถามคาใจเดิม

" เจ้าขึ้นเขามา เห็นลำธารที่เชิงเขาไหม"  หลวงจีนอาวุโส ตั้งคำถาม

"เห็นครับ" เอ่อ แล้ว มันมาเกี่ยวกับการต่อต้านการใส่ร้ายป้ายสีอย่างไร หลวงจีนซีเซินครุ่นคิด

ถ้าเจ้าจะหยุดสายน้ำนี้ที่กำลังล้นเอ่อ  ไม่ให้ไหลลงมาท่วมบ้านสวนไร่นา เจ้าจะทำอย่างไร

หลวงจีนซีเซน ..คิดเล็กน้อย แล้วก็ตอบไปว่า
"เรื่องน้ำเราก็ไปจัดการที่ต้นทางของน้ำ บนยอดเขา ปิดกั้น เปลี่ยนเส้นทาง ก็น่าจะพอช่วยได้"

"ถูกต้อง  ถ้าเราจะจัดการให้เบ็ดเสร็จ ไม่ใช่ใช้คำว่า ตัดไฟแต่ต้นลม หรือ ขุดรากถอนโคน  แต่ ใช้คำว่า ดับที่เหตุ" หลวงจีนเฒ่า พูดไปก็ชงชาไป

"ไม่ว่าจะเป็นค่าย สำนักฝ่ายไหน ฝ่ายที่เรียกตัวว่าฝ่ายธรรมะ ใช้วิชาดาบกระบี่ หมัดฝ่ามือ   ฆ่าเพื่อให้หยุดการฆ่า  หรือว่าฝ่ายอธรรม ใช้วิชาชั่วร้าย ลอบเร้นต่างๆ ฆ่าเพื่อสร้างความวุ่นวาย

ทั้งสองด้านก็ล้วน ใช้วิธีเดียวกัน คือ การทำลายล้าง มันก็เหมือนกัน แต่เรียกให้ดูดีแค่นั้น

ใครก็ตามที่จะทำลายล้างคนอื่นนั้น มีสาเหตุ ไม่เกินสามอย่างนี้ คือ
เพราะความโลภ
เพราะความโกรธ
เพราะความหลง

ทั้งความคิดโลภ โกรธ หลง เป็นอวิชชา ที่มีพลังมืดหรือจะเรียกว่า พลังมารก็ได้ ที่ส่งออกมา เป็นต้นทาง ของพลังฝ่ายอธรรม

หากพลังภายในด้านบวกของเจ้ากล้าแข็งกว่า มันก็เหมือนแสงสว่างที่เกิดขึ้น ขับไล่ความมืด 

หากต้นกำเนิดพลังด้านมืด ลดน้อย แม้กระบวนท่าฉีกใบไม้ของเจ้าก็เอาชนะ ได้  เพราะความคิดที่จะต่อสู้กับเจ้าก็จะหมดไป 



เจ้าชักนำพลังลมปราณภายใน ที่เกิดจากความสงบนิ่งของใจ หลอมรวมกับ พลังที่อยู่ในธรรมชาติ ที่เจ้าพบเห็นประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน พลังของเจ้าก็จะไม่มีวันหมดสิ้น

หลวงจีนซีเซิน ตาเป็นประกาย เข้าใจถึงหลักการเคล็ดลับการฝึกพลังภายใน 

ไม่ใช่ ฝึกเพื่อทำลายที่ตัวตน แต่กลับฝึกเพื่อไปหยุดความชั่วร้าย ตั้งแต่รากเหง้าในใจ ทำลายความชั่วร้าย ที่แหล่งกำเนิด

อย่างนี้นี่เอง ฝ่ามือยูไล จึงขจัดดัชนีโลหิต ที่เกิดจากพลังมารล้วน
.......
.....
..
..




อากาศยามเช้าแทรกเข้ามา ทำให้ในศาลาปฏิบัติธรรม มีลมแผ่วๆ พัดพา ควันธูปลอยสูงขึ้นไป

พระสมควร  ค่อยๆ ลืมตา หลังจากสงบใจนิ่ง เสียงพระพี่เลี้ยง พูดอยู่ข้างๆ ศาลา
" วันนี้วันพระ แบ่งสายบิณฑบาตเป็นสามสายนะ  พวกท่าน สำรวมใจให้ดี ระหว่างเดิน อย่าให้ใจ คิดเรื่องไม่เข้าเรื่อง เดินไปก็ภาวนาไปนะ 
โยมจะได้บุญจากที่ใจพวกท่านสงบนิ่งนี่แหละ เป็นต้นทางแห่งบุญกุศล อย่าให้บาปแทรกล่ะ"

สมควร ยิ้มให้กับตนเอง ที่คิดถูกที่เลือกมาบวชช่วงปิดเทอมนี้ ..



To be continuted 須載 โปรดติดตามตอนต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 21 ฟ้าฝน พายุ


ต้นหลิวลู่ลมพัดโอนเอนไปมา  ใบที่ยาวระย้ากวัดแกว่งไปตามสายลม แม้จะไม่ค่อยให้ร่มเงามากนัก แต่ก็เหมือนงูร้ายที่เต้นเร่าในสายลม

บนทางเดินที่ผ่านต้นหลิวนี้ ปรากฏชายสองคน แต่งตัวเหมือนคนชนบททั่วไป ค่อยๆ เดินเท้า  เหมือน ปู่กับหลาน ที่เดินทางมาด้วยกัน มุ่งหน้าลงสู่ทางตะวันออก 


"ท่านเอี้ยกงกง.. เอ้อ  ท่านผู้เฒ่า มานั่งหลบแดดฝั่งนี้ก่อน อีกไม่ไกล ก็ถึงชายทะเล ค่อยเช่าเรือเดินทาง คงสบายกว่านี้"  เสียงของหนุ่มร่างกำยำ เดินนำคนแก่ในเสื้อคลุมเก่าคร่ำคร่า แม้จะแก่ แต่ก็เดินหลังตรง ดวงตาวาบวับไปด้วยความแค้น

" นึกไม่ถึง เราก็ต้องมีวันนี้ แคก แคก  " เอี้ยกงกง ในชุดชาวชนบท กล่าวด้วยความเหนื่อยอ่อน

"เมื่อยังเหลือแมกไม้ไว้ จะกลัวไร้ฟืนไฟไปไยกัน วันข้างหน้าเรากลับไปทวงความยุติธรรมได้ " หนุ่มร่างกำยำ กล่าวให้กำลังใจกับท่านเอี้ย

"ตัวข้าเอง ยังไม่เท่าไหร่ แต่ทางพวกฝ่ายในน่ะซิ ดูท่าแล้วคงไม่ดีนัก แคก แคก แคก" เอี้ยกงกง ส่งเสียงพร้อมสอดส่องดู รอบๆ ตัว

"แวะร้านน้ำชา ริมทางดื่มดับกระหายกันสักหน่อย เถอะ" เสียงเอี้ยกงกงลอดผ่านริมฝีปากที่แห้งผาก


ถ้วยที่มีชาควันกรุ่น ระเหยบางๆ ถูกเสี่ยวเอ้อ นำมาวางบนโต๊ะ 
หลังจากดื่มไปจอกที่สามแล้ว เดินลมปราณไปหนึ่งรอบ ความเมื่อยล้า ก็สลายไป 

นึกถึงเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ยังเดินวางอำนาจอยู่ในวัง เข้านอกออกในได้ตามใจปรารถนา
จะชี้จะสั่งอะไร ได้ตามต้องการ แม้ไม่มีชื่อบันทึกไว้ว่าได้ปกครองทวยราษฎร์ แต่ก็เสพสุขดุจอยู่บนสรวงสวรรค์

"ฮ่องเต้ ท่านก็ไว้วางใจให้ดูแลเรื่องราวต่างๆ มากมาย ไม่นึกเลย แค่ฮ่องเต้ทรงประชวร ไม่อาจออกมาเจอขุนนางอำมาตย์ได้ เรื่องราวกลับวุ่นวายดังนี้..เฮ้ออ"  เอี้ยกงกงถึงกับทอดถอนหายใจ 

ข่าวจากแพทย์หลวง บอกว่าอาการของท่านคงหนักไปเรื่อยๆ ยาอะไรก็คงเอาไว้ไม่อยู่

นึกไม่ถึง องค์ชายเจ็ดจะลอบวางกำลังคนเอาไว้ โดยเราไม่รู้สึกตัว เพียงพลิกฝ่ามือ กองกำลังภายใน ก็ถูกสับเปลี่ยนหมดอย่างกะทันหัน แม้ตัวเราจะอาศัยวิทยายุทธที่ไร้ผู้ต่อต้าน แต่ด้วยกำลังคน ที่ถาโถมมา ก็คงหมดแรงไปก่อน 

ทางแก้ไขพลิกให้ชนะนั้นคงยาก ชนะแล้วจะเป็นอย่างไร  เพราะเราก็เป็นเพียงขันทีชรา ยากหนักหนาที่จะให้เหมือนเดิม  แต่ถ้าเพียงรักษาชีวิตชราเราไว้ กลับไม่ได้ยากเย็น 

นึกไม่ถึงองค์ชายเจ็ดจะร้ายกาจเช่นนี้  อยู่ไกลถึงต่างแดน ถึงเวลา กลับจัดการเหตุการณ์วังใน อย่างหมดจด รวดเร็ว เด็ดขาด




มาคราวนี้ ต้องหนีหัวซุกหัวซุน ออกมากับ คนสนิทเพียงคนเดียว

"ไม่ทราบท่านได้ข่าว ก้งจู้บ้างไหม" เอี้ยกงกง รำพึง เบาๆ
" อาจจะ เดินทางขึ้นเหนือไปแล้วไม่ได้กลับ พระราชวัง  น่าจะยังพักอยู่ที่บ้านพักตากอากาศทางเหนือ 

"เห็นว่าข้าราชการฝ่ายใน ที่เป็นฝ่ายชายไม่ว่าจะแก่เฒ่ารุ่นไหน ก็ต้องไปรายงานตัวใหม่กับองค์ชาย  มีการสอบประวัติใหม่ และให้ฝึกภาคสนาม เหมือนดั่งตอนเพิ่งเข้ารับราชการ"  หนุ่มร่างกำยำพูดเสียงเรียบๆ


"แล้ว พวกท่านผู้หญิงทั้งหลายที่เคยอยู่ในวังทั้งเขตนอกเขตในเป็นไง มีข่าวไหม" เอี้ยกงกง สอบถาม

" สนมนางใน ข้าราชการฝ่ายต่างๆ ที่เป็นหญิง ก็ต้องปรับระเบียบใหม่ ทั้งเครื่องแต่งตัวให้แต่งเครื่องแบบ ที่องค์ชายอนุญาตเท่านั้น ไม่อาจตบแต่งตามใจ  แม้แต่ทรงผม ก็ให้ตัดดุจดังบุรุษหนุ่ม หมดความงาม อย่าว่าแต่นางกำนัลเล็กน้อย 
แม้แต่ ท่านผู้หญิงเจี่ยตู้จวน และพวก ก็ไม่พ้นชะตากรรม แก่เฒ่าดุจไม้ใกล้ฝั่งแล้ว ก็ยังต้องไปฝึกภาคสนาม" หนุ่มร่างกำยำ ยิ่งรายงานยิ่งเสียงเข้มขึ้น

" แคก แคก แคก.... "  เอี้ยกงกง นึกหาคำพูดมิได้ ได้แต่ไอไปตามความเคยชิน


"เราเดินทางไปให้ถึง ภาคใต้ บ้านเกิดเราก่อนละกัน แล้วค่อยว่ากันใหม่ แคก แคก แคก..." เอี้ยกงกงสรุป

.........
....
..


หน้าเดิน ... หนึ่ง สอง สาม  หนึ่ง สอง สาม

"เอ้า พับไปแล้ว ลุกขึ้น ไหวหรือไม่ไหว" เสียงทหารหนุ่มครูฝึก เข้มแข็ง 

แต่ภาพที่ปรากฏคือ กำลังฝึกกำลังพล ที่เป็นฝ่ายหญิง ซึ่งดูแล้วช่างแปลกประหลาด

เพราะมีตั้งแต่ ทหารหญิงอายุตั้งแต่ไม่ถึงยี่สิบ จนถึง อายุเกือบร้อย ยักแย่ยักยัน เดินจะยังไม่ค่อยไหว เกรงว่าการฝึกครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต

ท่านผู้หญิงเจี่ยตู้จวน แม้อายุสูงวัยมาก แต่หลังตรงดุจทวน ฝึกวิทยายุทธสม่ำเสมอ ร่างกายยังแข็งแรง 

ในยามนี้คนที่เคยพบพาอาจจะจดจำแทบไม่ได้ เพราะทรงผมที่เปลี่ยนไป ใบหน้าเรียบเฉย หมองคล้ำ ริมฝีปากเรียบเป็นเส้นตรงดุจสันมีด ยืนตรงอยู่ท่ามกลางนางกำนัลน้อยใหญ่  ดูไกลๆ ดั่งนางราชสีห์ ในฝูงแกะ 

"เอ้ามัวแต่เม้มปากอยู่ได้ หน้าเดินแล้ว ...."
ทหารหนุ่มรุ่นเหลน ตะโกนสั่ง 

"อย่าคิดว่าจะจัดการกับข้าอย่างไรเลย เสียเวลาเปล่า เวลาที่เลยผ่านมาแล้ว ก็เลยผ่านอำนาจวาสนา ตอนที่มีอยู่ แต่ใช้ไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควร ถึงตอนนี้หมดอำนาจที่เค้าให้ ก็ไม่มีใครจะรักชอบ ตอนนั้นทำกับคนอื่นดุจสุนัขหลงทาง มาวันนี้เค้าก็ทำกับตัวบ้าง ก็อย่าเสียใจเลย "  ทหารหนุ่ม เดินตามแถวมาก็พูดเสียงดังไปเรื่อยๆ ไม่รู้พูดให้ใครฟัง

" สาวน้อย หน้าเดิน.. นับบบบ" ทหารหนุ่มตะโกนสั่งเสียงแสบหู

" หนึ่ง สอง...

.....
...
..


"พี่ใหญ่ จะออกไปปรากฏตัวจริงๆ เหรอ" ม้าน้าว โอดครวญ
"ครั้งนี้ มิใช่ อยากไปปรากฏตัว หรือไม่อยาก  แต่มิอาจไม่ไปต่างหาก" เฮียะพะบุ้ง กล่าว

ตั้งแต่รับงานจาก เบื้องบนมา เงินขาวๆ มาถึงมือ งานก็แค่เพียงไปกล่าวโจทก์หาเรื่อง ต้าซือที่มีท่าทีว่าจะถูกเลือกให้เป็น ราชครูองค​์ใหม่

ข้อหาเล็กน้อย เรื่องเกี้ยวของวัด ว่ามาโดยไม่ชอบ  ทำให้เป็นเรื่องราว สกัดการนำเสนอต่อฮ่องเต้

ก็ไม่รู้ว่า เบื้องบนที่ว่า มาจากสายไหน แต่ว่าเงินรับมาแล้ว งานไม่คืบหน้า ชื่อต้าซือก็ไม่เสียหาย คดีก็ไม่มีอะไร แต่ชื่อเสียงเฮียพะบุ้งเองกลับป่นปี้ ถูกขุดคดีความ เก่าครั้งก่อน ออกมา ต้องหลบหนีลี้หน้าไม่ให้เจอกับ ส่วนงานของต้าปู้ ตงฉ่าง

แม้ว่า ทางเบื้องบนบอกว่า ไม่ต้องกังวล เพราะต้าปู้ ก็เป็นคนทางเดียวกัน จะจัดการเรื่องราวให้

มาวันนี้ เกิดเหตุการณ์ภายใน วุ่นวาย ตอนนี้ก็ไม่ทราบว่า เบื้องบนที่สั่งมา จะเป็นอย่างไร อย่างไง ก็ออกหน้าไปตามงานสักเล็กน้อย 

"น้องม้าน้าว  วันนี้เราไปพบอำมาตย์ที่คอยเก็บภาษี ตามเรื่องเกี้ยววัด กันหน่อย  แต่คอยดูตงฉ่างให้ดี อย่าไปเวลาเดียวกัน" เฮียะพะบุ้ง พูดคล้ายบ่น คล้ายละเมอ

ม้าน้าวเห็นเรื่องราวสองสามวันนี้ มีอะไรที่พลิกผัน แปรเปลี่ยน คล้ายฝนฟ้าพายุที่ไม่มีเค้าแต่กลับตกลงมา
 ซือแป๋ ที่เราอยากให้ คนอื่นไปแก้แค้น ตอนนี้กลับวุ่นวายกันไปหมด หรือว่าซือแป๋เราจะมีอิทธิฤทธิ์ ทำให้พวกนี้ตกระกำลำบาก กันไปหมด ....  ตัวเรา จะรอดไหม

คนลิขิต หรือ จะสู้ฟ้าลิขิตจริงๆ 
.....
...
..



"ไอ้ควร เขียนบทไปถึงไหนแล้ว" รุ่นพี่ในชมรมที่กำลังทำเวที เห็นสมควรเดินมาก็ทักแต่ไกล

"ได้พอเล่นสักเดือนแล้วครับพี่ แต่มันยังไม่จบ"
สมควร ตอบไป แล้วก็กวาดตามองไปรอบๆเวทีที่กำลังทำ

"พี่ทำอะไร เนี่ย"  สมควรถาม
" อ้อ วันนี้ มีคุณท่าน หลานนายก มาเยี่ยม" พี่ตอบแบบ งง งง
" คุณท่าน แล้วยังตามด้วย หลานนายก  ตำแหน่งอะไรครับพี่ " สมควรถาม
" ไม่รู้ว่ะ อาจารย์สั่งให้ทำ ก็ทำ ขี้เกียจรู้  เอ็งอยากรู้ไหม" รุ่นพี่ถาม

" ก็ไม่มากเท่าไหร่ " สมควร ตอบแล้วก็เดินหลีกไป

คิดในใจ  "ใครวะ โผล่มาตอนช่วงวุ่นวายก่ายกองอย่างนี้"



To be continuted 須載 โปรดติดตามตอนต่อไป




วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 20 อยากได้ยอดวิชา ..​หรือไม่




บิลบอร์ดหน้ามหาลัย ขึ้นข้อความ ตัวโตราวสามสิบเซนต์  เห็นตั้งแต่ลงรถเมล์ คำว่า
" ไม่เสียค่าใช้จ่าย"

สมควรคิดว่า ยุคนี้อะไรๆ ก็โฆษณาคำนี้ ลดกระหน่ำ  ขายครึ่งราคา  Sale50%  กันทั้งนั้น นี่ป้ายอะไรล่ะ

เดินเข้าไปใกล้หน่อย จึงเห็นข้อความพ้นต้นไม้ที่บังไว้ 

สายตาจับจ้องไปที่ข้อความด้านบน เหมือนถูกไฟฟ้าช๊อต 

"ครั้งหนึ่งในชีวิตลูกผู้ชาย ต้องบวชให้ได้ ๑ พรรษา" 

เห็นภาพตนเองได้ สวดมนต์เสียงกระหึ่ม นั่งสงบนิ่งในสมาธิค้นหาเส้นทางหลุดพ้น  ออกเดินบิณฑบาตยามเช้า  หมอกบางๆ ให้โยมแม่ได้ใส่บาตร  ปลื้มปริ่ม

ปีนี้มีเวลาบวชได้พอดี ปิดเทอมไปลองดูดีกว่า..

....
..
.

ห้องหับของหลวงจีนอาวุโส ก็ดุจเดียวกับตัวท่าน  เรียบร้อย  สงบ สะอาดสะอ้าน  ที่ริมระเบียง อิ่วจาก้วย กับ หลวงจีนนั่งอยู่ข้างโต๊ะ มีหมากล้อมอยู่ตรงหน้า

มือของอิ่วจาก้วยถือหมากดำค้างอยู่กลางอากาศ มาชั่วน้ำเดือด 

ความคิดคำนึง มองภาพของหมากล้อมดุจดั่งกองทัพ น้อยใหญ่ โหมกระหน่ำมาทั่วทุกทิศ

สมรภูมิทั้งสี่ด้าน หมดทางถอย 
แม้ทางสู้ก็เลือนลาง

หมากตานี้จึงถือค้าง กลางอากาศ

หลวงจีนอาวุโส รูปที่สี่ ก็ไม่เร่งร้อน มองออกไปยังทิวไผ่ ที่ไกลตา

เสียงแว่ว ๆของโกวเนี้ย จากทางด้านหน้า 

" พวกเจ้าทำเรื่องเล้นลับอะไรกัน ฉากหน้านั่งเล่นหมากล้อม  เจ้าวางแผนที่จะก่อกบฏใช่ไหม

อย่าคิดว่าหลอกคนอย่างข้าได้ "

เสียงโกวเนี้ย ยังดังมาเป็นระยะ

เสียงก่อกวนแบบนี้ ตั้งแต่เริ่ม อิ่วจาก้วย คิดว่า ก็ดีทำให้ต้องพยายาม ทำใจให้ว่างเปล่า เหมือนตอนฝึกยอดวิชากระบี่เหิน พอเสียงมากระทบ ก็ทำให้นึกได้อีก ก็สงบใจอีก

พอใจสงบ ก็พบทางออก  

มือที่ถือหมากดำ ค่อยๆ วางลงไป 
หลวงจีนอาวุโส ต้องเหลียวมามอง ยิ้มน้อยๆ 

"มาจนได้นะ ประสก" พร้อมกับกวาดตัวดำออกไปครึ่งหนึ่งจากกระดาน 

"นี่หมากตานี้ร้ายกาจนัก ทำลายตนเองเพื่อออกจากที่มืด เรียกว่ายอมสละส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่

วันนี้พอแค่นี้ก่อนแล้วกัน ประสกไปดูนางคนนั้นให้กลับไปก่อน เดี๋ยวจะค่ำ" หลวงจีนกล่าวเสียงชื่นชม เปี่ยมด้วยเมตตา

อิ่วจาก้วย มองดูกระดานตัวดำหายไปสองในสามส่วน แต่ก็เห็นทางชนะรำไร

ฟังหลวงจีนให้ไปจัดการกับโกวเนี้ยวนางนั้น ก็รู้สึก กระอักกระอ่วนพิกล

" ท่านอาจารย์ นางเป็นใคร   นางอยากมาเรียนอะไร" อิ่วจาก้วยถามอย่างสุภาพ ด้วยความอยากรู้

"นางคงเป็นคนของขุนนางที่เพิ่งมาปกครองใหม่ อาศัยอยู่ที่จวน เชิงเขา ไม่ไกลไม่ใกล้จากที่นี่นัก  

นางมาขอให้เราสอนวิทยายุทธให้ 
ด้วยนิสัยใจคอของนาง  เห็นอะไรก็ขัดใจไปหมด ไม่เหมาะกับการฝึกวิทยายุทธ และที่สำคัญ ที่นี่ไม่รับศิษย์สตรีฝึกวิทยายุทธ

ไม่ว่านางจะมากี่ครั้งกี่หน ก็เหมือนเดิม ไม่มีใครไปคุยกะนาง ปล่อยให้นางเหนื่อยก็กลับไปเอง" หลวงจีนอาวุโส เล่าเรื่องของนาง



"นางมีชื่อไหม " อิ่วจาก้วยสอบถาม
"ดูเหมือนจะชื่อ ไป่เคอ  ที่เป็นดอกไม้ชนิดหนึ่ง" หลวงจีนอาวุโส ตอบ

"ชื่อนาง ก็เหมือนรูปนาง ทั้งสวยทั้งหอม แต่วาจาที่นางกล่าวนั้น ช่างตรงกันข้ามทั้งชื่อ ทั้งใบหน้า " อิ่วจาก้วย พูดเบาๆ เหมือนรำพึงกับตัวเอง

"ใบหน้าได้มาดีเพราะประกอบเหตุในชาติปางก่อน มาดี 
แต่วาจา เกิดจากใจ ความคิดภายใน ในปัจจุบัน 
แม้ดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ แต่คำพูดที่หลั่งไหลออกมา คือทัศนคติ ตัวตน ของคนผู้นั้น" หลวงจีนอาวุโส เตือนสติหนุ่มน้อยข้างหน้า

"นางเป็นอย่างไร " อิ่วจาก้วย ถาม

หลวงจีนอาวุโส หันมามองหน้าอิ่วจาก้วย  ไม่ได้ตอบ แต่ตัดบทกล่าวว่า

"ไปจัดการส่งนางไปก่อน อาตมามีเรื่องปรึกษา ประสก"  พูดจบ ก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้อง ไม่ได้เหลียวหน้ามามองอีก

อิ่วจาก้วย เห็นคนไม่มีเหตุผล ก็มึนหัว ยิ่งเป็นอิสตรี ก็ยิ่งไม่รู้จะเอาอะไรไปรับมือ

แต่เรื่องที่หลวงจีนอาวุโส ต้องการคุยด้วยนี่ไม่ใช่เรื่องปกติ ดูท่านจริงจัง คงต้องมีเรื่องบางอย่าง อยากจะบอกเรา 

แต่ต้องไปจัดการ เด็กน้อยไป่เคอก่อน ชื่อเป็นดอกไม้ ทั้งหอมทั้งสวย แต่ปากเธอ พูดอะไรออกมาทำเอาปั่นป่วน

" นี่จวนใกล้เวลาเย็นแล้ว ท่านจะกลับอย่างไร" อิ่วจาก้วยถามด้วยน้ำเสียงเหมือนเป็นห่วงเต็มที่

"แล้วมันเรื่องอะไรของเจ้า เจ้าขอทาน" แว้ดๆกลับมาทันที จากโกวเนี้ยหน้าสวยปากเสีย

"ก็ไม่ใช่เรื่องของข้าหรอก เผอิญข้าเล่นหมากล้อมจนหิวแล้ว เห็นเจ้าว่างๆ เลยจะใช้ให้ไปซื้อ บะหมี่ที่ตีนเขา"  ....อิ่วจาก้วยพูดจริงจัง

"เจ้าอยากตายหรือไร ใครว่าง ใครเป็นคนใช้ของเจ้า อยากกินก็ไปซื้อเอาเอง ไม่ต้องมายุ่งกะข้า"  


"ก็ที่นี่ไม่มีใครว่าง เหมือนเจ้า เจ้าก็หิวแล้วก็ซื้อมาเผื่อด้วย" อิ่วจาก้วยยังไม่เลิก

ไป่เคอ หน้าแดงก่ำ ตาพอง ด้วยความโกรธ ตัวไม่เคยใช้เหตุผล มาเจอคนไม่ใช้เหตุผล ก็ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร 

ปกติ คุณหนู ใครทำอะไรไม่พอใจ ก็ออกมาชี้นิ้วด่าว่าได้หมด ไม่เคยคิดว่าที่เค้าทำอะไรให้นั้น ไม่ใช่เพราะตัวเอง แต่ท่านข้าหลวงที่มาปกครองเมืองนี้ต่างหากที่ พวกพ่อบ้าน แม่บ้าน คนรับใช้ เกรงกลัว


แต่ชี้นิ้วสั่ง ใครทำอะไรผิดใจ ก็ไปใส่เรื่องฟ้องร้องให้บิดาจัดการ หากตัดสินไปทางอื่น ไม่จัดการ ก็จะงอนง้อ ไม่กินไม่นอน จนบางครั้งท่านข้าหลวงยังต้องให้ลูกน้องเล่นละครไปตามบท หลอกคุณหนูน้อยไป่เคอ

นึกไม่ถึงมาบนยอดเขาอันเงียบสงบ กลับมาเจอมนุษย์ประหลาดพูดกันไม่รู้เรื่อง ไล่ก็ไม่ไป หลวงจีนก็ไม่สอนวิทยายุทธ เหมือนเดิม ไม่ว่าเราจะทำตัวอย่างไร ท่านก็ไม่สนใจ

จะอยู่ก็ไม่มีอะไรทำแล้ว จะกลับก็กลัวจะถูกดูหมิ่น ถากถางจากขอทานน้อยนี้ 

ถ้ากลับตอนนี้ ไปถึงจวนก็คงเพิ่งมืดค่ำ จะให้หลวงจีนเฒ่าสอนวิทยายุทธให้ได้ 

คิดว่าต้องบีบคั้นให้ยอม คงต้องใช้วิธีนี้
ปล่อยข่าวลือ ข่าวลวง ทำให้เสียชื่อเสียง
ถึงตอนนั้น ก็ต้องวิ่งมาบอกให้เราช่วยเหลือ 

ค่อยขอเรียนวิทยายุทธเป็นการแลกเปลี่ยน

ที่ผ่านมาก็เข้าไปหลายวัดแล้ว แปลกว่าเมื่อหลวงจีนแต่ละที่ใหม่ๆ ก็ดีหมด หลังๆ ไปคุยกับใครก็ไม่มีใครคุยด้วย 

ในที่สุดก็อยู่ต่อไม่ไหว
"ก็เราเห็นข้อเสียของวัด มากมาย ถ้าเราไม่บอกออกไปแล้ว วัดจะรู้ได้อย่างไร แล้วจะปรับปรุงวัดได้อย่างไร"  

"บอกแต่เรื่องเสียๆ อย่างเดียวก็ไม่สนุก ก็เพิ่มเติมนิดๆหน่อยๆ  คงไม่มีใครว่า น่าจะได้คำชื่นชม "

ด้วยความคิดแบบนี้ก็เลยมีความสามารถพิเศษ คือ สามารถด่าว่าแล้วคนอื่นฟังดูแล้ว มีเหตุผลน่าเชื่อถือ แม้ตัวเองยังเชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริง

หลอกแม้กระทั่งตนเอง

"คืนนี้ข้าจะนอนที่นี่ ท่านอยากนอนเป็นเพื่อนข้าไหม จะได้จัดที่ให้" อิ่วจาก้วยใช้แผนสุดท้าย ท้าทายเรื่องที่มีแต่ต้องปฏิเสธ





นางโกรธจากหน้าแดง จนหน้าเขียว มองซ้ายขวาไม่รู้จะพูดอะไร เพิ่งคิดได้ว่า ถ้าเกิดเรื่องราวเสียหายจะทำอย่างไร

ยิ่งขอทานน้อยนี้ ท่าทางไม่น่าไว้ใจ อยู่ต่อก็คงไม่ได้เรื่องอะไร สู้กลับไปก่อน แล้วค่อยมาใหม่วันหน้า

"ข้าจะรั้งมือไว้ไมตรีให้เจ้าสักครั้ง เจ้าขอทาน"  ว่าแล้วก็สะบัดหน้าไปหันหลังเดินกลับไปอย่างรวดเร็ว

อิ่วจาก้วย มองตามนางไป รู้สึกถึงความสูญสลาย ของความคิดที่ตอนขาขึ้นเขามา กับตอนนี้เป็นคนละด้าน

ตอนนั้นมาเพราะเดินตามนางขึ้นมา 
ตอนนี้นาง ลงไปแล้วแต่ความรู้สึกที่อยากตามนางนั้น หมดสิ้นไป แต่กลับสบายใจบอกไม่ถูก

" ท่านอาจารย์จะคุยกับเราเรื่องอะไร น่าจะมีความสำคัญ คงไม่คิดแค่ชวนเล่นหมากล้อมต่อ" อิ่วจาก้วยรำพึง

.......
...
..

เสียงสวดมนต์ เข้าจังหวะกับการเคาะไม้บักฮื้อ ฟังแล้วทำให้ใจของอิ่วจาก้วย มีความสงบเหมือนเสียงลม ใบไม้ไหว ไหลรวมไปกับเสียงสวดมนต์ หลั่งไหลเข้าสู่โสตประสาท 

อิ่วจาก้วย หลับตาให้เสียงนั้นไหลรวมกับลมปราณที่ก่อตัวที่กลางตัว 



นึกถึงการไหลรวมของธรรมชาติ ที่เกี่ยวเนื่องกัน แค่ผีเสื้อกระพือปีก พลังเล็กๆ ยังต่อเนื่องไปเป็นลมพัด ก่อเกิดเมฆฝนเคลื่อนที่ ตกเป็นสายน้ำ ทำดินที่แตกกลับเป็นหนึ่งเดียว มองเห็น ความเย็น ความร้อน ที่ทำงานประสานกันทำให้เกิดการเคลื่อนของสรรพสิ่ง

ลมปราณที่กลางตัวกระจายไปทั่วทั้งร่างกาย เสียงสวดมนต์ชักนำ ให้ลมปราณสายนี้ หมุนวนไปรอบร่างกาย 

พลังที่ไม่เคยมีก็ก่อกำเนิด ไม่หมดสิ้น 

ลืมตามา สายตาแวววาว ภาพทุกอย่างที่เห็นกลับสงบดุจภาพนิ่ง มองเห็นรายละเอียดแม้จะมีความมืดเข้าปกคลุม

"ประสก กำลังภายในของท่าน ไหลเวียนไม่ติดขัด คาดว่าคงได้ประสบการณ์พิเศษมาบ้าง" หลวงจีนอาวุโส เพ่งมองด้วยดวงตาแจ่มใส อ่อนโยน

" ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ตั้งแต่ มาอยู่กับท่านอาจารย์ไม่กี่วันนี้ รู้สึกพลังภายในเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ ได้ยินเสียงสวดมนต์" อิ่วจาก้วยตอบอย่างจริงใจ

" ช่างเหมาะสม ช่างเหมาะสม" หลวงจีนอาวุโส รำพึง
"มีเรื่องที่อยากถามประสก เรื่องหนึ่ง" .... หลวงจีนอาวุโส หยุดคิด ห้องทั้งห้องเงียบสนิท จนได้ยินเสียงลมพัดใบไม้กวาดไปมา บนหลังคา

" อืมม  ประสกเคยได้ยินวลีนี้ไหม 
ฝ่ามือขจัดดัชนี  พระไม่อยู่ โลหิตเปื้อนปฐพี  

เป็นการกล่าวถึง สองวิชาที่ข่มกัน ดัชนีโลหิต และ ฝ่ามือยูไล ของสถาบันสงฆ์ 

ดัชนีโลหิต เกิดจากการบัญญัติคิดค้นของจอมมารดำขาว กึ่งพระกึ่งมาร ตอนที่มารครอบงำเต็มที่ ได้บัญญัติ ดัชนีโลหิต ใช้พลังฝ่ายมารล้วนๆ ขับเคลื่อนพลังจนทำให้ดัชนี เป็นเส้นสายพลังแหลมคมดุจกระบี่ 

จะมีตรงข้ามกันก็คือ ฝ่ามือยูไล ของสถาบันสงฆ์นี่เอง

ระยะนี้ในยุทธภพร่ำรือว่า มีคนเห็นการกลับมาของดัชนีโลหิต"
พูดถึงตรงนี้หลวงจีนก็หยุดมองหน้า อิ่วจาก้วย 
" สถาบันสงฆ์ น่าจะหาผู้มาฝึกรักษายอดวิชานี้เอาไว้ ฝึกกันเยอะๆ ยิ่งดี มีอะไรจะได้ช่วยกัน" อิ่วจาก้วยกล่าวเบาๆ

"ไม่ใช่ไม่อยากสอน แต่วิชานี้ เป็นวิชาที่ต้องฝึกจากภายใน การใช้ลมปราณ สมาธิ และต้องมีใจที่สะอาด จึงจะทำพลังให้บังเกิดขึ้น  ส่วนกระบวนท่าต่างๆ นั่นไม่ใช่เรื่องยากนัก" หลวงจีนอาวุโส กล่าวตอบ

อิ่วจาก้วยกลับนึก ถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ชีวิตตอนวิ่งขึ้นเหนือล่องใต้ เห็นคนมามากมาย ก็ไม่เห็นมีอะไร แตกต่าง มีชีวิตที่ตกอยู่ในเรื่องวุ่นวายไม่จบสิ้น  รู้สึกเบื่อไปหมด ในทุกสิ่งรอบตัว

มองดูหลวงจีนอาวุโส แล้วกลับอบอุ่น ดูท่านมีความสุข ทั้งๆที่ไม่มีอะไรเหมือนชาวโลก

แต่ที่ชาวโลกไม่มี ท่านกลับมี คือ ใบหน้าที่มีความสุข

"จะเป็นไรไหม ถ้าข้าอยากจะเรียนเอาไว้ เพื่อเป็นความรู้ " 
อิ่วจาก้วยยังแปลกใจว่า พูดไปได้อย่างไร ตัวเองก็ไม่ได้สนใจอยากเรียนวิชาฝ่ามือยูไล เพียงแต่การอยู่ที่นี่ต่ออีกสักหน่อย ก็รู้สึกดีกว่าจะลงจากเขาไป

หลวงจีน ยิ้มน้อยๆ ลูบเคราขาวของท่าน แล้วกล่าวว่า " ได้ ประสกนับเป็นผู้เหมาะสมในรอบร้อยปีเลยก็ว่าได้ ....
แต่มีเรื่องเดียว ที่ยังไม่ได้บอก "

"เรื่องใดครับท่านอาจารย์" อิ่วจาก้วยเริ่มสงสัย


"วิชานี้ สอนเฉพาะ ศิษย์ บรรพ ชิต" หลวงจีนพูดเน้นเสียงทีละคำ

"เฉพาะ คนที่ตั้งใจเอาจริงที่จะเอายอดวิชา ทุ่มเทรักษาวิชา และ รักษาสถาบันสงฆ์ด้วย "

นอกจากวิชาวิทยายุทธ การบวชเป็นบรรพชิต ยังปลดกังวลเรื่องราวในโลกนี้ อีกมากมาย
ประสก ลองคิดทบทวนดูก่อน


คืนนั้น อิ่วจาก้วยนอนพลิกไปพลิกมา คิดทบทวนตนเอง มองเห็นชีวิตสองด้าน ที่สนิทแนบ เพียงมีเส้นด้ายแดงบางๆ คั่นไว้ อยู่ที่ว่าจะยืนฝั่งไหน แต่ชีวิตก็เดินไปทางเดียวกัน

ฝั่งฆราวาส เหนื่อย ทุกข์ ตบตีเพื่อลาภยศ  
ฝั่งบรรพชิต ....? ไม่รู้เหมือนกัน เพราะรู้จักแค่หลวงจีนอาวุโสรูปเดียว  ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่ว่า รู้สึกไม่ชอบชีวิตฆราวาสที่รู้สึกว่า ไม่มีอะไรแปลกใหม่ ไม่ต้องค้นคว้า ทุกอย่างก็เหมือนเดิม เหมือนคนอื่นๆ 

ลองเป็นบรรพชิตดูสักช่วงแล้วกัน ....
พอตัดสินใจ เหมือนย้ายที่ยืนจากการยืนคร่อมเส้นด้าย กลับมายืนข้างฝั่งบรรพชิต

ความรู้สึกที่หนักหน่วงในใจ พลันสลายไปทันที

"พรุ่งนี้เราจะขอบวชล่ะ"

To be continuted   須載 โปรดติดตามตอนต่อไป

ไป่เคอ (จีน)  หมายถึงดอกพลับพลึง(ไทย) ดอกวิรงรอง (ชวา) 

วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 19 เริ่มแผนทลายพลังบรรพชิต



"นี่มันกี่ปีแล้วล่ะท่าน  " เอี้ยกงกง มองออกไปนอกหน้าต่าง มองน้ำในบึงที่กว้างใหญ่ นิ่งสงบ

"เกือบยี่สิบปี เอ้อออ...  แล้วท่านกงกง  ท่านกงกง ยังดู เอ้ออ...แข็งแรง ใบหน้ายังดู เอ้ออ...เต่งตึงเหมือนเดิม เหมือนเมื่อตอนเจอครั้งก่อน เอ้ออ.."  หลวงจีนวัยกลางคนตอบอย่างอ่อนน้อม 

เอี้ยกงกง มองดูหน้าหลวงจีนวัยกลางคน ที่นั่งอยู่ตรงหน้า แล้วก็หวนระลึกไปถึงวันเวลาที่ ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ภาพความวุ่นวายในห้องนายทหารสี่ห้านาย ที่ทะเลาะถกเถียงกัน  แต่ละคนก็ส่งเสียงตวาดใส่กัน มือที่กุมกระบี่ ดาบ ต่างเกร็งจนเส้นเอ็นเขียว  ดีที่เอี้ยกงกงที่ไปเยี่ยมดู ค่ายทหารได้ยินเสียง ให้สงสัยว่าเรื่องอะไรที่ทำให้นายทหารที่กอดคอกันผ่านสนามรบ กันมามากมาย ถึงกับเถียงกันเป็นการใหญ่ เอาเป็นเอาตาย

" เจ้าฟังข้าพูดรู้เรื่องไหม เสบียงที่ส่งไป มันมีมากกว่า ห้าพันเกวียน  ข้าจะยักยอกไปทำไม" เสียงห้าว ของนายทหารร่างใหญ่หนวดเคราเริ่มมีสีขาวประปราย

" ข้ามีพยาน " คนที่สองกล่าว
" ข้าก็มีพยาน เจ้าก็กินเงินเดือน เบี้ยเลี้ยงทหาร ไปรบแทนพวกเรา แต่เจ้ากลับสมคบกันกินเบี้ยเลี้ยง.." คนที่สามตะโกนแข่ง
" แล้วเจ้าจะแก้ตัวอย่างไร ที่บอกว่าพวกกองพันข้า มันขี้ขลาด เวลาออกรบก็จะไปอยู่ด้านหลัง พูดอย่างนี้เจ้าจะรับผิดชอบอย่างไร " คนที่ห้า ส่งเสียงสนั่น

ทั้งหมด หยุดเสียงกระทันหัน  มองที่ประตูกระโจม เห็นร่างเอี้ยกงกง ยืนนิ่งตัวตรงดุจทวน  ตาแทบจะมีแสงพวยพุ่งออกมา มือที่ขาวซีดอยู่แล้ว แทบจะกลายเป็นหยก พร้อมจะกรีดผนังเหล็กให้พังทลาย 



รังสีอำมหิต พวยพุ่ง จนนายทหารที่ผ่านร้อนหนาวมายาวนาน ถึงกับหนาวยะเยือก

" ท่านเอี้ยกงกง "  นายทหารทั้งกระโจม ยกมือคารวะ แล้วยืนนิ่ง

หลังจากสอบสวนจนได้ความแล้ว เรื่องทั้งหมด ไปสุดที่พลทหารกองหนึ่งที่แจ้งข่าวไปทุกหน่วย 

เมื่อตามไปดูก็พบว่า บุคคลที่เป็นต้นเรื่องถึงกับเป็นหนุ่มบ้านนอกหน้าตา เฟอะฟะ คนหนึ่ง

มาเป็นทหารเลว ไม่ถึงปี ชื่อ ซูเหว่ย ดังไปทั้งกองพัน  
แต่เพื่อนๆ ทั้งกองพัน เรียกว่า   
โก่วพี้ซูเหว่ย (ตดสุนัขซูเหว่ย)
ฉายานี้ไม่ได้ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เป็นเพราะนิสัยที่ขี้ฟ้องร้อง ประโคมข่าวเกินความจริง ทั้งเล็กทั้งใหญ่ เอือมระอา กับพฤติกรรม
กุข่าว สร้างเรื่อง จนแต่ละหน่วยงานเกิดการถกเถียงกันไปหมด ปากที่พ่นลมออกมาเปรียบประดุจกับลมที่สุนัขผาย 

เอี้ยกงกง สนใจทหารเลวผู้นี้เป็นยิ่งนัก 
" ฝ่ามือยูไล ไร้ผู้ต่อกรจริงเหรอ เจอคนบ้าเจ้าจะทำอย่างไร แคก แคก แคก"  เสียงรำพึง ปนขำ ออกจากปาก 




ภาพที่เอี้ยกงกงนึกถึงผ่านเข้ามาในความคิดอย่างรวดเร็วดุจดังเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน 

"ปีนั้นข้าก็บอกท่านว่า จะให้ทำการใหญ่ แต่ท่านต้องทำตามที่ข้าบอก ท่านจำได้ไหม ท่านซูเหว่ย"

"จำได้ ไม่ลืมเลือน เอ้ออ...  วันนั้นข้าตกใจมาก ที่ท่านสั่ง...เอ้ออ ให้ข้าไปเป็นหลวงจีน  "

"แล้วชีวิตการเป็นนักบวชของท่านเป็นอย่างไรล่ะ"

"ก็ไม่แปลกใหม่ 
เอ้ออ...
ไม่สบายนัก หลายปีมานี้แม้จะวิ่งวุ่น  ...ไปอำเภอ
เพื่อฟ้องร้องพวกหลวงจีนน้อยใหญ่ เอ้ออ  
กับญาติโยมที่พูดไม่รู้เรื่อง มากกว่าไปสวดมนต์ที่โบสถ์ ก็เถอะ    เอ้ออ...
แต่ก็ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย  เอ้ออ... 
เหมือนตอนเป็นพลทหาร  วิ่งไปก็วิ่งมาไม่รู้จะให้วิ่งกันทำไมทั้งวี่ทั้งวัน  เอ้อออ...

 เอ้ออ...ขอบคุณ ที่ท่านกงกงเมตตา  ให้โอกาสข้า



ท่านกงกง ตั้งแต่บวช   เอ้อ... 
ข้าก็ไม่ได้ใช้ชื่อฆราวาส ซูเหว่ยอีก ข้าใช้ชื่อว่าเอ้ออ 
"หลวงจีนอี้ซารา" ฟังดู ต่างประเทศดี  เอ้ออ... 

 ดี...กว่าชื่อที่ซือแป๋เฒ่าตั้งให้ว่า
"ฝ่าฮุ้ย" ( ปัญญาธรรม)  แม้จะฟังดูมีคุณธรรม ดี...แต่ทุกครั้งที่มีคนเรียก 
ข้าจะรู้สึกคันไปทั้งตัว เอ้อออ...

อีกอย่าง พวกหลวงจีนน้อยใหญ่ต่างเรียก ข้าว่า "โฉ้วฟงฝ่าฮุ้ย" (ลมเหม็น ฝ่าฮุ้ย)  มันน่าฟ้องร้องให้หมดวัด  เอ้ออ...



ครั้งนี้  เอ้ออ... 
ท่านกงกงให้คนตามข้ามา  คงไม่ใช่แค่มา... ถามถึงความหลังกระมัง เหอ เหอ เหอ เอ้อออ" หลวงจีนอี้ซารา กลอกตาหมุนวนรอบนึง สะแหยะยิ้ม 

กงกง ยิ้มแย้มที่มุมปาก  ดวงตา วาววับ
"แคก แคก แคก  ท่านอี้ซารา ยี่สิบปีของท่านไม่สูญเปล่า แน่นอน" นึกในใจ มัน "เอ้ออ" จนน่ารำคาญ เฮ้ออออ แคก แคก

.........
.....
...

หลวงจีนอี้ซารา ขยับจีวรให้เข้าที่ หมุนตัวเอง ดูซ้ายขวา เรียบร้อยดีแล้ว จึงเดินออกมา กลางโบสถ์  วัดเอ๋อเหน่ย

วันนี้เป็นวันสำคัญ จากการเดินเรื่องเพียงเล็กน้อย การพูดคุยกับท่านเอี้ยกงกง มีผลจริงๆ

แม้ว่าการปกครองเป็นลำดับ ชั้น แบ่งเขตตามจังหวัด มณฑล ประเทศ
จังหวัดก็มีการปกครองแบ่งส่วนกัน เป็นเขต เป็นตำบล อำเภอ ชั้นๆ ขึ้นไป

เมื่อสองสามเดือนก่อน หลวงจีนผู้ปกครองชั้นตำบลได้มรณภาพอย่างน่าสงสัย

ทั้งๆที่อายุก็ยังไม่มากนัก  แต่ไม่ทราบว่าเกิดเหตุใด ทำให้เป็นโรคปัจจุบัน มรณภาพไป


เมื่อตำแหน่งเจ้าคณะตำบล ที่เป็นตำแหน่งปกครองเขต ว่างลง ก็มีการคัดเลือกจากคณะสงฆ์ในเขตนั้นๆ

มีเสียงเล่าลือว่า หลวงจีนอี้ซารา เดินเข้าเดินออกวัดต่างๆ จนทางเป็นมัน อาศัยความที่ตนรู้จักผู้ยิ่งใหญ่หลายคน หลวงจีนทั้งหลายกลัวมีเรื่องราว 
บอกกล่าวให้แต่ละวัดถ้าไม่อยากมีเรื่องราว ก็ให้ลงคะแนนให้กับตน 

บางกระแสกล่าวว่า อาศัยเข้าไปในวังได้  ถึงทำให้เอี้ยกงกง ต้องส่งคนออกมาอยู่เป็นเพื่อนรับใช้ที่วัด แค่นี้วัดที่ต้องการอิงอำนาจ ก็ไม่ปฏิเสธแล้ว

วันนี้คณะสงฆ์ในเขตนั้น จึงลงมติ ให้เจ้าอาวาสวัดเอ๋อเหน่ยขึ้นเป็นหัวหน้าเขต แบบค้านสายตา 

คนลิขิต หรือ จะสู้ฟ้าลิขิต 

เรื่องนี้เบื้องล่าง บรรพชิตชั้นผู้น้อยอาจจะเกรงกลัว แต่ ชั้นผู้ใหญ่ มิใช่เช่นนั้น 

" ประกาศฉบับนี้ ขอประกาศให้หลวงจีนฝ่าฮุ่ย หรือที่เรารู้จักคือหลวงจีนอี้ซารา.. "เสียงขาดหายไป ทุกสายตาที่ทั้ง ฝ่ายบรรพชิต และ ฝ่ายคฤหัสถ์ ต่างหันมามองที่ผู้ประกาศ

ผู้ประกาศยืนนิ่งเหมือนหุ่น ดวงตากลอกกลิ้งไปมา
"เหมือนโดนสกัดจุด"  เสียงตะโกนหลุดออกมาจากกลางห้อง

"ท่านทั้งหลาย อยู่ในความสงบก่อน ไม่ต้องตกใจ" หลวงจีนเฒ่าท่านหนึ่งครองจีวรแดง คาดทองอร่าม บอกฐานะที่เป็นบรรพชิตชั้นผู้ใหญ่  ท่าทาง คงความรู้ ได้กล่าวต่อไป

"ในฐานะที่อาตมาเป็นผู้ปกครองในมณฑลนี้อันดับแรก เรื่องที่วันนี้จะมีการแต่งตั้งให้ ท่านฝ่าฮุ้ย    อี้ซารา มาเป็น เจ้าคณะตำบลนั้น วันนี้ให้ยกเลิกไปก่อน" เสียงอื้ออึง ดังขึ้นทันที
แขกเหรื่อ หันมองไปมา ระหว่างหลวงจีนเฒ่า กับหลวงจีนอี้ซารา



"อันดับที่สอง วันนี้นอกจากเรื่องของการแต่งตั้งนี้แล้ว ยังมีเรื่องการเฉลิมฉลองครบรอบสี่ร้อยปี ของวัดนี้ ดังนั้น ดื่มกินกันให้เต็มที่"
เสียงอื้ออึงกลับมาอีกรอบ แต่ครั้งนี้ แฝงแววสบายใจเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน

หลวงจีนเฒ่า หันมาหาหลวงจีนอี้ซารา พูดเบาๆ ว่า

"ท่านตามมา"  พูดจบก็หันหลังเดินนำเข้าไปสู่ห้องด้านใน

.......
....
..


หลวงจีนอี้ซารา สะบัดจีวรออกจากร่าง กระชากประคำ  กระจายไปทั่วห้อง
"หลวงจีนเฒ่า ทั้งหลาย ไม่ยุติธรรม
เลย  เอ้อออ 
เรียกเราไปไม่แต่งตั้ง แถมปลดตำแหน่ง ... ไม่ให้เราเป็นเจ้าอาวาสด้วย  ...  ก็เราแค่ใส่ตัวเลขอายุผิดไปไม่กี่ปี ในใบประวัติของเรา  

ทำไม เรื่องเล็กแค่นี้ ถึงกับยกเลิกไม่แต่งตั้งตำแหน่งเจ้าคณะตำบลให้เรา"  หลวงจีนอี้ซารา กำมือแน่น ตาแดงก่ำ


แถมคาดโทษเรา ห้ามโน่นนี่ มากมาย
เราประกาศตัวเป็นอิสระ ไม่ยอมขึ้นกับพวกลาเฒ่าเหล่านี้ 
ไปเริ่มต้นใหม่ให้มันมึนงงบ้างน่าจะดี

หลวงจีนอี้ซารา ใช้แผนจั๊กจั่นทองลอกคราบ
ลาสิกขา  จากการเป็นหลวงจีน
ออกไปเดินเล่นซื้อข้าวของในตลาดมารอบนึง
แล้วกลับเข้ามาช่วงบ่าย เพื่อขอบวชใหม่อีกครั้ง 

หลวงจีนอาวุโส ที่เคยบวชให้ ไม่อยากบวชให้ อี้ซารา  แต่ก็โดนข่มขู่ ว่าจะอยู่กันไม่สุข ไปทั้งวัด ก็เลยต้องยอมทนบวชให้



" ซือเฮีย ทำอย่างนี้แล้วเราจะเรียกอย่างไง" หลวงจีนรูปหนึ่งถามเพื่อนรุ่นพี่
"จากซือเฮีย ลาสิกขาแล้ว ก็ไปเป็นคนธรรมดา กลับมาบวชใหม่ก็ต้องเป็นซือตี๋ ซิ  " หลวงจีนคงแก่เรียนรุ่นพี่ตอบ
"แล้วใครคิดจะไปบอกเค้าล่ะว่า ฐานะเดิมใช้ไม่ได้แล้ว.. ต้องเป็นซือตี๋นะ "
"นั่นซิ เดี๋ยวจะโดน สุนัข กัด มิใช่น้อย "
คิก คิก 

"แล้วคดีความที่ปลอมเอกสาร เพิ่มอายุล่ะ"

" เค้าบอกว่า หมดอายุแหละ เพราะพระรูปนั้นสึกไปแล้ว ไม่มีแล้ว  เหอ เหอ  ตลกดี ก็ไอ้คนที่ว่า ก็เพิ่งจะพูดกับเรานี่ แล้วทำไมไม่มี" คิก คิก



หลวงจีนอี้ซารา คิดว่าวันหนึ่ง พวกลาเฒ่าพวกนี้จะต้องได้รับการสั่งสอนจากเรา
ตอนนี้แผนท่านกงกง ใกล้ประสบผล ดูซิว่า พวกลาเฒ่าพวกนี้จะทำอย่างไร

"เหอ เหอ เหอ ไม่เป็นหัวหน้าเจ้าคณะในหมู่บรรพชิต ก็ไม่เห็นจะเป็นไร เราไปเป็นพญาราชสีห์ในหมู่แกะก็ได้"  คิดแล้วก็เดินทางออกจากวัดหลีกหนีไปหาอิสระภายนอกกำแพง ที่กางกั้นระหว่างความวุ่นวาย กับความสงบ

.....
...
..
หลวงจีนอี้ซารา แม้ตัวเองไม่มีวิทยายุทธที่เด่นล้ำ แต่ก็ถือดีว่าเคยเป็นทหาร มีคนคอยหนุนหลัง ทำอะไรก็เกินตัวเสมอ

บุ๋มๆ ๆ  ๆ  ๆๆ


"ดำน้ำลงไป ... จะโผล่ขึ้นมามอง ทำไม เอ้ออ..."  เสียงเกรี้ยวกราดของหลวงจีนอี้ซารา 

เพียงแว้บเดียว  หนุ่มฉกรรจ์ราวร้อยกว่าคนก็ดำน้ำหายวับ อย่างเงียบเชียบ 

ในบึงตอนนี้ แม้น้ำจะมีแรงกระเพื่อม แต่ก็ปราศจากสิ่งอื่น นอกจากต้นอ้อ มากกว่าร้อยต้น ที่ดูเหมือนจะอยู่ผิดที่ผิดทาง

"หายใจเข้าออกทางปาก ผ่านต้นอ้อ ฝึกเอาไว้ให้ดี .....กองกำลังของข้า"

"วัดไหน  ข้าราชการคนไหน ที่ไม่เชื่อฟังเรา คอยดูให้ดี ไว้เจอกับกองกำลังลับ จี้ตุ้ยหยูฮู่ 
(ไก่ ปลาคู่ เสือ) ของเราบ้าง"

หลวงจีนอี้ซารา ทำตาเหลือกๆ ยิ้มเห็นฟันทั้งแถบ
เหอ เหอ เหอ

........
....
..


สมควรกำลังโงกเงกแบบกำลังเลี้ยงความง่วงไว้ บนรถเมล์  ได้ยินเสียงผู้หญิงวิจารณ์ เรื่องราวการบ้านการเมืองกันอยู่ อย่างออกรสออกชาติ  มีเสียงสูงบ้าง ต่ำบ้าง มีเสียงดัง มีเสียงกระซิบ หัวเราะ และ จุ๊ๆ แบบว่าห้ามพูด สลับกันเป็นระยะ

"ตอนนั้นนะเธอ ฉันต้องผ่านเมืองทองทุกวัน ผ่านไม่ได้ ต้องอ้อมไป รถก็ติด ฉันละเซ็งไอ้พวกบ้านั่นมากเลย"

" เออ แปลกนะ โดนข้อหากบฏกันเป็นแถบ แล้วไง"

" ก็ไม่เห็นไง เดินขึ้นลงโรงพัก แบบว่า ไปบอกตำรวจให้ไล่จับชาวบ้านอีก ตัวเองก็ต้องคดี แบบว่านะ ฉันมามอบตัว แล้วก็เงียบสนิท... "

"เมืองนี้อยู่ยากนะ "

สมควรคิดในใจ  "เห็นด้วยครับ" 



To be continuted 須載 โปรดติดตามตอนต่อไป