"หยุด นั่งซะทีได้ไหม " เสียงบอกถึงความรำคาญของหลวงจีนอี้ซารา
ต้าปู้ หยุดเดิน หันมามองหน้า เหมือนจะพูดอะไร แล้วก็นั่งลง แต่แววตาที่กรอกไปมา ท่าทางลุกลี้ลุกลน ก็ยังมีให้เห็น
"จะกังวลไปทำไมล่ะ ท่าน " เฮียะพะบุ้ง กล่าวไปด้วยเสียงที่ไม่ค่อยจะมั่นใจ เหมือนคำพูด
" ? " ม้าน้าว นั่งทำหน้า เป็นเครื่องหมายคำถาม แบบมึนงง บนหัวอันกลมกลิ้ง แต่ไร้สมองที่สร้างสรรค์
เสียงนาฬิกาสไตล์ยุโรป ที่ติดตั้งไว้ ดังชัดในความเงียบ หลังจากที่ทุกคนนั่งกันนิ่งๆ สักพักใหญ่ๆ
" เฮ้ยยยยยย ข้าจะบ้าแล้วววว" ต้าปู้ ทำลายความเงียบ ขึ้นมา
"พวกเจ้ามานั่งทำอะไรกันที่นี่ ที่นี่มันที่ทำงานตงฉ่าง ไม่ใช่ เหลาที่พวกเจ้าจะมาดื่มกินกัน"
"เหอ เหอ เหอ ใจเย็นๆ ไว้ ท่านต้าปู้ เวลานี้พวกเราก็เหมือนลงเรือลำเดียวกัน เราทั้งหมดได้รับคำสั่งจากเบื้องบน ให้ทำงานชิ้นสำคัญ แต่งานยังไม่สำเร็จเสร็จสิ้น
ต้าซือแห่ง ฝ่าซันซือ ก็ยังอยู่ดีมีสุข ยังไม่เพลี่ยงพล้ำ ตามแผนที่เบื้องบนวางไว้
ต้าซือว่าที่ราชครู ที่ให้ฟ้องร้องเรื่องราวก็ยังอยู่เป็นสุขดี
ที่ไปทำให้คนเสื่อมศรัทธาในวัดในศาสนา ตอนนี้ก็ไม่ไปถึงไหน
ฝ่ายที่เป็นปรปักษ์ การเมืองแม้พวกเราจะจัดการไปได้ แต่ก็ใช่ว่าจะถอนรากถอนโคน หมด
" ก็ใช่อย่างที่ท่านอี้ซารา กล่าว ตอนนี้กลับเป็น เอี้ยกงกง ที่ไม่แน่ชัดว่าจะเอาอย่างไรต่อ แม้ทางท่านผู้หญิงทั้งหลาย ที่ส่งคำสั่งลับออกมา ก็เช่นกัน ช่วงเวลานี้ ที่มีการเคลื่อนไหวภายในราชสำนัก ก็เก็บตัวกันหมด" เฮียะพะบุ้ง แสดงความเห็นเพิ่มเติมไปทางเดียวกัน
"แล้วคำสั่งลับที่ให้เรามารวมกันที่นี่ ล่ะ ใครเป็นคนออกมา" ม้าน้าวทนไม่ได้ต้องถาม
ทุกคนหันมองไป มองมา หยิบกระดาษแผ่นเล็กๆ จากอกเสื้อออกมาวางบนโต๊ะ
ข้อความที่เขียน เป็นลายมือเดียวกัน สั้นๆ ถึงสถานที่ วันเวลา ให้มาพบกัน ตรงกัน ต้องเป็นคนๆ เดียวกันที่ส่งข้อความเหล่านี้ไป
"หรือเป็นเล่ห์กลของฝ่ายวัด" ม้าน้าวละล่ำละลัก
" เหอ เหอ เหอ ใครมันจะบ้าทำแบบนั้น" หลวงจีนอี้ซารา ตามองดูหัวปุ๊งเหน่ง แล้วก็อดขำไม่ได้
"ก็ต้องเป็นคนฝ่ายเรานี่แหละ ที่รู้ว่าพวกเราทำงานให้" เฮียะพะบุ้งเสริม
"โห ทำอย่างกะใครเค้าจะไม่รู้หรือไง ว่าพวกเรามันทำงานด้วยกัน" ต้าปู้พูดตัดด้วยความรำคาญ
"ขออภัยทุกท่าน วันนี้ถนนคราคร่ำ ไปด้วยผู้คน แม้แต่เกี้ยวของเรายังฝ่าฝูงชนมาด้วยความลำบาก ติดจริงๆ ถนนบางสายที่จะมาที่นี่ น้ำก็รอระบาย จนคนแบกเกี้ยวลุยน้ำมาไม่ไหว ต้องเดินอ้อม ไม่ไหว ไม่ไหว" บุรุษร่างเล็ก อายุราวห้าสิบห้า ห้าสิบหก เดินอาดๆ เข้ามาในห้อง คำพูดที่ขออภัย กับลักษณะการเดินเข้ามาไม่ได้สัมพันธ์กัน
ม้าน้าว ถือว่า เป็นน้องใหม่ในวงการ ด้วยตัวเองเดินตามเฮียะพะบุ้ง ดุจลูกเทพที่ห้อยตามขอบกางเกง ดังนั้นก็ไม่ทราบว่าใครที่เข้ามา
ต้าปู้ หันมามอง ใบหน้านิ่งๆ ไม่มีความรู้สึกใด
เฮียะพะบุ้ง ลุกขึ้นประสานมือ ยิ้มแย้มดุจเห็นบรรพบุรุษเดินเข้ามา
อี้ซารา มีรอยยิ้มที่มุมปาก เหมือนดั่งว่า เดาเรื่องราวออกสักแปดส่วน
"ท่านเสนาบดียุติธรรมล้อต๊อก ที่เรียกพวกเรามา มีคำชี้แนะใดหรือท่าน" หลวงจีนอี้ซารา กล่าวถามนำ ทั้งเป็นการเดาว่าคนลึกลับที่ออกคำสั่งเรียกนั่น น่าจะเป็น ท่านเสนาฯ
"ท่านอี้ซารา สมแล้วที่เป็นอี้ซารา แหลมคมนัก ใช่แล้วเป็นเรานี่แหละที่เรียกพวกท่านมา พบกันครั้งแรก" เสนาฯล้อต๊อก กล่าวต่อไป
"พวกท่านคงงุนงงบ้าง ว่าขณะที่เอี้ยกงกง หายไปจากราชสำนัก แล้วใครที่ใช้คำสั่งลับนี้ ก็ต้องขอบอกกับทุกท่านว่า ให้ทุกท่านทำหน้าที่ที่ได้รับมาก่อนหน้านี้จากท่านเอี้ยกงกงต่อไป อย่างเคร่งครัด
ทุกสิ่งทุกอย่างให้ดำเนินการไปตามคำสั่งเดิมจนกว่าจะมีคำสั่งใหม่"
เสนาฯล้อต๊อก กล่าวด้วยเสียงธรรมดาๆ
เจ้าหน้าที่ที่เดินเวรยามอยู่หน้าห้อง รู้ว่าใครอยู่ในห้องนี้ แต่ไม่รู้ว่ามีเรื่องใด ที่ทำให้กลุ่มคนที่มีปัญหาทั้งหลาย บางคนก็มีคดีความกับราชสำนัก ยังไม่ปิดคดี
หากเป็นเวลาปกติ คงจะจับตัวไปขึ้นเงิน เอารางวัลนำจับเสร็จไปแล้ว
แต่นี่ถึงกับมาประชุมที่ สำนักงานตงฉ่างเสียเอง
"ท่านต้าปู้ จะว่าอย่างไง แต่ละคนมีค่าตัว ค่าหัวทั้งนั้น" เจ้าหน้าที่กระซิบกัน
"จะไปว่าอะไร ถ้าไม่มีตังค์กินหนม ก็คงเอาหัวไอ้พวกนี้มากินแทนล่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า " เจ้าหน้าที่ตงฉ่างทั้งสองคุยกันเบาๆ ขำๆ
"น้ำชา ของตงฉ่าง เข้มข้นดุจดั่งคนของตงฉ่าง" เสนาฯล้อ กล่าวชื่นชม
"ท่านอี้ซารา ขอท่านจงไปทำให้ฝ่ายสงฆ์ปั่นป่วน ไปทำให้วัดฝ่าซันซือ เป็นพวกนอกรีต ตัดออกจากสงฆ์ส่วนใหญ่ โดดเดี่ยวแล้วหาเรื่องใส่ความทำลายไป
ส่วนท่านเฮียะกับพวก ไปจัดการว่าที่ราชครู ไปหาเรื่อง ไปหาทางฟ้องให้เป็นต้นเรื่อง ฟ้องร้องต่อราชสำนัก ไปดูว่า เรื่องใดที่ฟ้องแล้ว ถ้าชาวบ้านได้ยินจะต้องเชื่อว่าจริง แม้เรื่องนั้นไม่จริงก็ไม่เป็นไร ขอให้ตั้งเรื่องมาถึง เดี๋ยวข้าจะไปจัดการต่อ
ต้าปู้ เรื่องในตงฉ่าง ฉาวโฉ่ นี่เมื่อไหร่จะจบ ตอนนี้ ชาวบ้านร้านตลาดต่างเอือมระอา กับท่าทีการทำงานของพวกท่านแล้ว อะไรกันเรื่องง่ายๆ แค่มีคนตายคนนึง ทำเรื่องเล็กๆให้เป็นเรื่องใหญ่ ดุจถอดกางเกงผายลม" เสนาฯล้อ พูดยืดยาวอย่างอารมณ์ดี มาเสียงเปลี่ยนเป็นหนักหน่วง ตอนที่พูดถึงตงฉ่าง
"เรื่องมันก็คงจะจบง่ายๆ เหมือนเคยหรอกท่าน ถ้าแพทย์จากพรรคเหรียญทอง ยอมโอนอ่อนตามตงฉ่าง ก็คงไม่มีปัญหาไปแล้ว แถมตอนหลัง แพทย์ซากศพพันปี ที่มีชื่อเสียเลื่องลือเรื่องทำของร้ายให้กลายเป็นของดี ทำเรื่องถูกเป็นเรื่องผิด ชนิดผลิกลิ้นสามตลบได้ดุจน้ำที่ลื่นไหลไปตามท่อระบายน้ำ ก็ออกมาขัดแย้งกับแพทย์จากพรรคเหรียญทอง ต่างฝ่ายต่างดื้อรั้นถือทิฐิ ไม่ยอมกัน เรื่องราวเลยเป็นที่สนใจลือกันไปทั้งมณฑล" ต้าปู้ พูดด้วยความหัวเสีย
"แพทย์จากพรรคเหรียญทองที่เคยใช้บริการกันมา ทำไมถึงไม่โอนอ่อนตาม" เสนาฯล้อ ถาม
"ก็คือ เอ้อ.. อืมม.... เจ้าหน้าที่ตงฉ่าง ไปพูดบอกว่า สาเหตุการตายของผู้ถูกคุมขัง เป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่พรรคเหรียญทอง ...เฮ้อ..." ต้าปู้กล่าวเบาๆ
"อ้อ เค้าเลยออกมาปกป้องตัวเองก่อน "
" แล้วแพทย์ซากศพพันปี ใครไปเชิญมา"
"เรื่องนี้ ไม่ต้องมีใครเชิญ ใครก็ทราบว่า นางเป็นจอมวุ่นวายแห่งยุทธภพ มีเรื่องที่ไหนที่คนร่ำลือ พูดคุย นางจะเข้าไปมีส่วนด้วยเสมอ"
"บ้านตัวเอง ยังไม่เก็บกวาดให้เสร็จ จะไปจัดการที่อื่นเค้าได้เช่นไร"
"ท่านเสนาฯ แล้วเบื้องบนจะเอาอย่างไร ถ้าพวกเราเดินหน้าจัดการวัดเต็มที่ แล้วเกิดเรื่องข้างบนเปลี่ยนข้างสลับขั้ว สงบแล้ว กลับไม่เห็นด้วยกับการกระทำของพวกเรา เกรงว่าจะลำบากกันไปทั้งหมด" เฮียะพะบุ้งสอบถาม
" เฮ้อ..เรื่องนี้เราก็หนักใจ จะหยุดทำ ก็ใช่ที่ จะเดินต่อก็ไม่รู้ชะตา เหมือนดั่งทอดบันไดแทงทะลุม่านเมฆขึ้นไป เร่งกำลังทุกอย่างยกขบวนกันขึ้นไป กลับพบว่า ด้านบนว่างเปล่า พอลงมาตีนบันไดกลับตั้งอยู่ปากขุมนรก จะไปต่อก็ไม่ได้ จะลงก็ไม่ได้ " เสนาฯล้อ รำพึง
"อ้าว แล้วท่านมาบอกให้พวกเราทำไปต่อ ถ้ามีเรื่องอะไร ท่านรับผิดชอบเราได้ไหม" ต้าปู้ถึงกับลุกขึ้นถาม
"เราทำตามคำสั่ง จะผิดอะไร" เสนาฯล้อ ตอบเสียงอ่อย
"แต่คำสั่งพวกเรามันไม่มีที่เป็นทางการ แค่กระดาษไม่มีใครเซ็นต์มาให้ แบบรู้กัน" ต้าปู เสียงชักดังขึ้น
"แล้วถ้าเราไม่ทำไปล่ะ ถึงเวลาเบื้องบน กลับเป็นฝ่ายเดิม ที่สั่งเรา จะทำอย่างไร ก็จะเห็นว่างานที่สั่งไปได้ทำ ไม่คืบหน้า เราก็จะแย่อีก แล้วที่ลงทุนลงแรงไปแล้วตั้งมากมาย นอกจากไม่ได้ผลตอบแทนแล้ว เกรงว่าจะรักษาหัวเอาไว้บนบ่านี้ต่อไปได้หรือไม่" เฮียะพะบุ้ง บ่นๆ
"ตั้วเฮีย แล้วม้าน้าวจะทำอย่างไง ม้าน้าวยังไม่ยอมตายนะ"ม้าน้าวสะกิดถามเฮียะพะบุ้งเบาๆ
เสนาบดีล้อต๊อก ที่ตั้งใจเรียกพวกนี้มาชุมนุมกัน ก็เพื่อจะเดินหน้าต่อ แต่เมื่อพูดคุยกันแล้ว ก็พบว่า ไปไม่ได้ กลับไม่ได้ ทั้งกลุ่มก้อน ช่างน่าอนาถแท้ ชีวิต
" กรรมเวร กรรมเวร กรรมใดใครก่อ คนนั้นรับกรรม จริงแท้ อามิตตาพุทธ" หลวงจีนอี้ซารา ส่งเสียงดังคำสวดให้
.......
....
..
เสียงเจื้อยแจ้วของ นางกำนัลสาว ที่เร่งรัดกันให้ช่วยกันแต่งตัว
ที่ร่ำร้องให้รีบทาน ดื่ม กิน
เสียงเซ็งแซ่ ปั่นป่วนวุ่นวาย
มีเสียงถอนหายใจเบาๆ แทรกขึ้นมา
ท่านผู้หญิงเจี่ยตู้จวน กับ ท่านผู้หญิงเหนียนหนี่เอ๋อ นั่งหลังตรง หน้าย่น ผมสั้น อยู่หน้าตำหนักกำลังถอดถอนใจ
" แก่ป่านนี้แล้ว ต้องมาทำหน้าที่ดุจนางกำนัลเด็กๆ ยกน้ำยกท่า แต่งตัวเขียนคิ้วทาปาก น่าอดสูนัก" ท่านผู้หญิงเจี่ย พูดไปด้วยความคับแค้น
"คงไม่นานหรอกซือแป๋ แค่ลมพัดมาแรงเราก็ผ่อนตามลมไปก่อน " ท่านผู้หญิงเหนียนหนี่เอ๋อ ปลอบใจ
"ก็คงไม่นานหรอก เราก็ใกล้จะไปเฝ้าไต้อ๋องแห่งยมโลกแล้ว ไม่รู้ว่า พรุ่งนี้ กับ ชาติหน้าอันไหนจะมาก่อนกัน" น้ำตาเริ่มคลอเบ้าเหี่ยวๆ ของท่านผู้หญิงเจี่ย
"เสียดายทวนทมิฬไร้น้ำใจ ไม่มีโอกาสได้ใช้ เพราะเป็นคำสั่งจากเบื้องสูง ขัดไปก็เท่ากับก่อการกบฏ มีหวังตายหมดเจ็ดชั่วโคตร " ท่านผู้หญิงเหนียนหนี่เอ๋อ กล่าวแล้วก็เริ่มร่ำไห้
"หรือว่ากรรมมีจริง เราไล่ล่าว่าที่ราชครู กับวัดน้อยใหญ่ ที่เราต้องการให้ไม่ตายก็หมดอิสรภาพนั้น ทำศาสนาให้ปั่นป่วนวุ่นวาย กลับต้องมาหมดสิ้นทุกอย่าง ที่สำคัญคือ แม้อิสรภาพในการคิดกำหนดชีวิตทุกวี่วัน ยังทำไม่ได้ มีแต่หนทางตายสายเดียวที่จะหนีออกจากตรงนี้ได้" ท่านผู้หญิงเจี่ยรำพัน
นางกำนัลที่ใส่ชุดเด็กใหม่สองคน ชุดใหม่แต่หน้าเก่ามาก ถึงกับร้องไห้ดุจทารก
.....
...
..
คงรุ่มร้อนใจ จะไปก็ไม่ได้ เห็นฝั่งใกล้ๆ แต่ไกลสุดขอบฟ้า
น่าสงสาร นัก
พระสมควรปลงกับเหล่ามด
To be continuted 須載 โปรดติดตามตอนต่อไป