ดัชนีโลหิต

ดัชนีโลหิต

วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 6 สายน้ำที่กราดเกรี้ยว... มีเท่าไหร่ กินเท่านั้น



บทที่ 6 สายน้ำที่กราดเกรี้ยว... มีเท่าไหร่ กินเท่านั้น



ลมพัดหวีดหวิว 

ถนนเล็กๆ คดเคี้ยว 
ต้นไม้ สนามหญ้า ถูกตบแต่งไว้อย่างดี

สมควร ขี่จักรยาน ไปช้าๆ 
ชื่นชม 
ดื่มด่ำ 
กับธรรมชาติ

" เมืองนี้มันแปลกนะ ว่าไหม หน้าน้ำก็ท่วม น้ำมีเกิน" เสียงชายคนหนึ่ง ดังมาจากข้างทาง
" แล้วไง " เสียงชายอีกคนหนึ่ง
" ก็หน้าแล้ง น้ำไม่พอใช้อีก ทำไมมันไม่เอาน้ำหน้าน้ำ มาเก็บไว้หน้าแล้ง ว่าไหม"
" เออว่ะ"

" นี่ๆ ข่าวนี้ก็แปลกตั้งสังฆราช 17 : 0 เค้าว่ายังมีปัญหา"
"แล้วไง"
" ก็ไอ้ที่ลงคะแนนวันก่อน มันมีคนไม่เห็นด้วยตั้งหลายล้านนี่หว่า แล้วเค้าว่าต้องทำตามระบบ ว่าไหม"
"เออว่ะ"

.......
...


สายน้ำฮวงโหไหลจากฟากฟ้า สู่ทะเล ไปแล้วไม่หวนคืนกลับ
ฮวงโหหล่อเลี้ยงผู้คน ตลอดสองฟากแม่น้ำ ยาวนับหลายพันกิโล

ถึงคราวสายน้ำพิโรธ ก็กลืนกินประชาชนข้างฝั่งแม่น้ำที่เคยหล่อเลี้ยง คราวละหลายล้านคน


ถึงคราภัยพิบัติ วังหลวงก็จะนำเอาเงินจากท้องพระคลัง ส่งลงมาในพื้นที่ช่วยเหลือราษฏร ที่กำลังประสบภัย

ที่เมืองนานกิง ในตำบลเล็กเล็กริมฝั่งแม่น้ำฮวงโหแห่งหนึ่ง เฮียะพะบุ้งนายอำเภอผู้ดูแล ตั้งแต่มาดูแลเมืองน้อยแห่งนี้ ก็นับได้ว่า แม้มีวาสนายศฐาบรรดาศักดิ์ เหมือนจะไพบูลย์เต็มเปี่ยม ดังดวงตะวัน แต่กลับมีความรู้สึกขาดลาภตลอดเวลา ดุจพระจันทร์เสี้ยว

เพราะเมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ ประชากรทำเกษตรกรรม ผลผลิตก็ตามแต่ธรรมชาติจะอำนวย ทำกันได้แค่พอกิน พออยู่ ไม่พอเหลือ อยู่กันอย่างสุขตามอัตภาพ ไม่มีคดีความ ไม่มีเรื่องราว

หากมีคนถามว่า นายอำเภอของท่านเป็นคนอย่างไง

คำพูดติดปากนายอำเภอเฮียะพะบุ้ง ที่ชาวบ้าน ร้านรวงได้ยินเสมอคือ

** " ทำไมเลขสิบของเราไม่มีหลังคา ทำไมเลขสิบของเราไม่มีหลังคา ทำไมเลขสิบของเราไม่มีหลังคา " เสียงบ่นรำพึง จากปากท่านนายอำเภอ จะพูดทุกครั้งที่มือจับเงิน

**( ภาษาจีน ตัวเลข 十 = 10 , 千 = 1000 )




"เล่าสี่ เล่าฉิก ใครเอากระจาดตากเนื้อไป"
"ปลาเค็ม ตัวเมื่อวาน ใครเอาไปทิ้งแล้ว เมื่อวานเพิ่งกินไปข้างเดียว"
" ไม้ลังที่เมื่อวานข้าเจอในเมือง เอาวางไว้แถวนี้ ใครเอาไปทำอะไร"
" จะเบิกอะไร ฮูหยิน ชุดปีที่แล้วก็ตัดไปตั้งสองชุดแล้ว "

" ทำไมเลขสิบของเราไม่มีหลังคา.."


ทุกวันไม่คิดจะพัฒนาอะไรแต่ กลับคิดหาวิธีจะหาเงิน ทวนน้ำ ตามน้ำ ความคิดในหัววนเวียน เรื่องตัวเลข

ก่อนที่จะฝ่าฟันขึ้นมาเป็นนายอำเภอได้นั้น ก็ต้องใช้เงินทุ่มเทลงไปมหาศาล ก็หวังว่าเมื่อได้ตำแหน่งอะไรแล้วจะสามารถ หาเศษหาเลย ถอนทุนได้ แต่นี่ก็ผ่านมาสองสามปีแล้ว กลับไม่มีอะไร ผ่านหูผ่านตา

ได้แต่ นั่งทอดถอนใจ...เฮ้อ

" ทำไมเลขสิบของเราไม่มีหลังคา.."




เมื่อคืน ยามสาม สายน้ำฮวงโห เกิดพิโรธ ท่วมกวาดเข้าไปในไร่นา บ้านเรือนเสียหาย เนื่องจากน้ำที่มา ทั้งเชี่ยวกราก ทั้งรุนแรง ยังมากลางดึก จึงมีผู้คนล้มหายตายจากมากมาย

" นายท่าน ๆ ๆ ข่าวร้ายๆ เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ ท่าน " เล่าสี่ คนสนิท ตะโกนเรียกนาย ใกล้รุ่ง

"อะไรวะ มาปลุกข้า รู้ไหมข้า นอนสี่ทุ่มนะวุ้ย นอนไม่ถึงแปดชั่วโมง มันบาป รู้ไหม" นายอำเภองัวเงียตอบ

"นายท่าน น้ำท่วมบ้านเรือน คนตายมากมาย จะทำอย่างไร เร่งสั่งการด้วย" เล่าสี่ ละล่ำละลัก

" อะไรนะ น้ำท่วม ฮวงโหเหรอ" เสียงสดใส ถามกลับ

หากใครเห็นสีหน้าของ นายอำเภอเฮียะพะบุ้ง ที่ดูเปล่งปลั่งเป็นประกาย ดวงตาฉายแวววูบวาบ แล้ว คงมั่นใจว่าท่านมีแผนการที่จะช่วยคนในใจแล้วเรียบร้อย หรืออาจจะเป็นแผนการชั่วร้ายอะไรสักอย่าง..?


" ใส่หลังคาไป สามสิบชั้น เหอๆๆ " เสียงรำพึงอารมณ์ดี ของ นายอำเภอเฮี๊ยะพะบุ้ง ดังเบาๆ
.....
..



นายอำเภอเฮียะพะบุ้ง ประกาศให้ทุกคนช่วยตัวเองให้มาก อย่าหวังราชสำนักเพราะอยู่ไกล และมีคนที่ประสบอุทกภัยครั้งนี้นับคณา ดังนั้น คนอย่างพวกเราต้องอยู่ได้ด้วยตนเอง น้ำมาทำนบกั้น มีแค่ไหน ก็กินแค่นั้น น้ำมาก็ตกปลากิน น้ำไปก็หาเห็ดต่อไป ...

ใช้นโยบาย มีเท่าไร กินเท่านั้น

ส่วนตัว "นายท่าน" ก็กินงปม. ที่หลวงส่งมาช่วย  แทนทุกคน 
แบ่งส่วน สร้างภาพ พองาม

"เหอ เหอ ใส่หลังคา สามสิบชั้น เหอ เหอ " เสียงรำพึงเปลี่ยนไป เล็กน้อย แต่ไม่น้อย..


จากลาภลอยครั้งนี้ นายอำเภอเฮียะพะบุ้งก็คิดการให้มันใหญ่กว่าเดิมอีกเล็กน้อย เพราะคิดว่า แค่เมืองเล็กๆ มันก็เล็กๆ แค่สามสิบชั้น แต่ถ้าเมืองใหญ่ หรือ ถ้าเป็นมณฑล มันคงหลายร้อยหลายพันชั้นขึ้นไปแน่นอน

ทำตามนโยบาย " มีเท่าไร กินเท่านั้น " เหอๆๆ

ทุกอย่างก็ต้องมีการลงทุน นายอำเภอเฮียะพะบุ้ง ไม่โง่ เพียงแต่โลภ รู้จักจ่ายสิบ เอาพัน มีการลงทุนที่มีผลแน่นอน

เพียงแต่อาศัยเงินหลวง ไปลงทุน แล้วก็เก็บผลประโยชน์ ไม่นาน ก็มีผลเป็นกอบเป็นกำ

ประกาศช่วย ชาวบ้านรับซื้อพืชผลการเกษตร เอาของมาเอาเงินไป รายได้มาก เมื่อชาวบ้านเอาของมาก็คุมของไว้ทั้งหมด กำหนดราคาตลาดเอง ขายแพงซื้อถูก เพิ่มรายได้หนักเข้าไป
เกษตรกรคนไหนไม่มาขาย ก็อย่าหวังว่าจะสะดวกสบาย ต้องขึ้นโรงขี้นศาล ข้อหาแมวๆ ใช้น้ำส่วนกลางมากไป โกงน้ำ เป็นต้น

ยิ่งมายิ่งร่ำรวย ยิ่งมายิ่งมีแต่คนเกลียดชัง

เรื่องมะเขือเทศ ให้ประชาชนเอามาลงขันสร้างนิคม จะนำเครื่องมือมาแปรรูป เป็นซอส ส่งขายทั่วทุกมณฑล ทำสัญญาประชาคม ใครจะเข้าร่วมให้เอาที่ทาง เงินทองมาร่วม สมัคร และมี กำหนดโควต้าทุกเดือนปี ต้องเอามะเขือเทศ มาส่งจำนวนแน่นอน ใครทำไม่ได้ มีค่าปรับ

การค้าที่ไม่ต้องลงทุนแบบนี้ ทำให้เปลี่ยนสถานะจากนายอำเภอ มาเป็นประธานในกรรมการระดับชาติได้โดยใช้เวลาไม่นาน


ด้วยนโยบาย " มีเท่าไร กินเท่านั้น " เหอๆ

ด้วยความสามารถในการ "กินหมดเท่าที่มี"

มีความสามารถในการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ รู้จักเจ้าที่ ให้ผู้ใหญ่ กินผู้น้อย ตำแหน่งเจริญก้าวหน้า

ได้เข้าไปอยู่ในเขตเมืองหลวง ด้วยตำแหน่งกำกับการค้า

หลังจากนั้น มีหนทางติดต่อ วงการบัณฑิต ที่คอยแนะนำชี้แนะ เป็นที่ปรึกษาให้กับทาง เสนาผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง

จึงสามารถตั้งสมาคมการค้า การเกษตรได้ในเมืองหลวง เอาตำแหน่งหัวหน้าสมาคมที่มีคนทำงานเพียงไม่กี่คน ไปลงนามขอเข้าเฝ้า ถวายข้าวของแก่ราชสำนัก

เพียงแค่นี้ชื่อสมาคมก็ปรากฏเป็นหลักเป็นฐาน น่าเชื่อถือ

สามารถสร้างชื่อ แทรกเข้าไปในสภาฯขุนนาง ให้อ้างกล่าวถึงได้ ด้วยวิธีนี้ ทำให้ ทางราชสำนักตื่นตัวเป็นอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะเอี้ยกงกง ปรารถนาที่จะได้คนเยี่ยงนี้มาใช้งาน เป็นยิ่งนัก

เพราะรู้ว่า คนที่ซื้อได้ นั้นมันเป็นคนเช่นไร

เฮียะพะบุ้ง เอย เฮียะพะบุ้ง ชีวิตคงไม่ ไพบูลย์ ต่อไป


To be continuted 須載 โปรดติดตามตอนต่อไป

9 ความคิดเห็น:

  1. อ่านสนุกดี...แต่เริ่มงงๆ ว่าตัวละครที่โผล่มาหลังๆ อ่ะ

    ตอบลบ
  2. เหินห่าว เหินห่าวอา.. นับถือ นับถือ ชอบเฮียะพะบุ้ง.. ไพบูลย์ ดั่งดวงตะวัน กังฉินสมบูรณ์แบบ นี่ถ้าจับคู่กับม้อน้าว รับรองคู่หูคู่ฮาเลยขอรับนายท่าน

    ตอบลบ
  3. สนุกค่ะ และรู้ถึงจิตใจข้าราชการนิสัยเอาเปรียบที่คิดมีความสุขบนหลังคนทุกข์ยากเป็นอย่างไร เมื่องไทยเราทุกวันนี้

    ตอบลบ
  4. อ่านสนุกครับป๋ม แต่ก้องงกับตัวละครเหมือนเดิม 555

    ตอบลบ
  5. ปูเสื่อรอ_ตอนต่อไปคะ. มันส์มากกับพฤติกรรมตัวละคร. ตอนจบจะบรรเจิดไพบูลย์สมกับเรื่องราวไหมน้าาาาาาวีรกรรมมาล้นขนาดนี้

    ตอบลบ
  6. เฮียะพะบุ้ง มีที่มาอย่างนี้นี่เอง...

    สงสาร ประชาชน จังค่ะ
    น้ำท่วม ก็ลำบากมากแล้ว ยังต้องหาทางอยู่รอดด้วยตนเอง
    เงินหลวงส่งมา ก็ถูกเฮียะฯ ไปเติมหลังคาให้เลขสิบ โม้ดเลย...

    นับถือ ๆ คนเขียนค่ะ ทั้งสำนวน และเบื้องหลังของเฮียะฯ
    (หากเฮียะฯ มาอ่าน คงสะดุ้งค่ะ...ว่า รู้ได้ไง อิอิ)

    ตอบลบ
  7. เฮียะพะบุ้ง มีที่มาอย่างนี้นี่เอง...

    สงสาร ประชาชน จังค่ะ
    น้ำท่วม ก็ลำบากมากแล้ว ยังต้องหาทางอยู่รอดด้วยตนเอง
    เงินหลวงส่งมา ก็ถูกเฮียะฯ ไปเติมหลังคาให้เลขสิบ โม้ดเลย...

    นับถือ ๆ คนเขียนค่ะ ทั้งสำนวน และเบื้องหลังของเฮียะฯ
    (หากเฮียะฯ มาอ่าน คงสะดุ้งค่ะ...ว่า รู้ได้ไง อิอิ)

    ตอบลบ