ดัชนีโลหิต

ดัชนีโลหิต

วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 10 จดหมายจากอังกฤษ

บทที่ 10 จดหมายจากอังกฤษ



เล้าอุกอิกรับจดหมายจากไปรษณีย์ ด้วยความดีใจ รีบเปิดอ่าน จดหมายที่ส่งผ่านการเดินทางยาวไกล มีตราประทับหลากหลาย 
......
....

"ไอ้ควร  เอ็งว่าไปรษณีย์เลิกโทรเลข ไปแล้ว อีกหน่อยจดหมายจะเลิกไหม เดี๋ยวนี้ใครมันจะเขียนจดหมาย  กดที่หน้าจอ วิ่งจู๊ด" เพื่อนสมควรแสดงความเห็น
"จดหมาย... จดหมาย..... จดหมาย.....  มันจะเลิกได้ไงว้า  คนอีกครึ่งโลกมันยังขุดน้ำกินกันอยู่นะ วุ้ย" สมควรตอบเสร็จ หันมามองกระดาษที่อยู่ตรงหน้า 

จดหมาย จดหมายยยยยย.....




ลมปนฝน หอบเอาไอน้ำ พรมลงบนหน้าม้าน้าว  หัวอันกลมกลิ้ง ของม้าน้าวเกาะเต็มไปด้วยหยดน้ำเย็นเจี๊ยบ ไหลลงผ่านมาที่ปลายจมูก หยดลงสู่พื้น

ม้าน้าวนั่งคุกเข่า ไม่กล้าขยับตัว ปล่อยให้สายน้ำไหลผ่านร่องแก้ม เสียงเพลง  Crying In The Rain ( ร้องไห้ในสายฝน) ดังวนเวียนเป็นทำนอง ในใจ 

" ยูมีตังค์ก็ไม่รู้จักใช้ เอาไปกินเล่นเที่ยว เล่นกินเที่ยว เที่ยวกินเล่น ยูทำอย่างอื่นเปนนม้ายย"  หนุ่มใหญ่ฝรั่งผอมสูง พูดไปเอามือลูบหัวม้าน้าวไปด้วย ตบเบาๆ ดุจลูกสุนัข

" เพิ่งเลยเวลานัดมา Two days  ไอไม่โกงยูนะ ยืมแล้วต้องรีบคืน ไอรู้นะ แต่ว่า Money ส่งมายังไม่ถึง ครั้งนี้ไอขอ My Daddy ที่บ้านไป พอคืนทั้งต้นทั้งดอก" ม้าน้าวลิ้นระรัว น้ำจากปากกระจายไปทั่ว

ฉาด เสียงตบกระโหลกน้ำกระจาย  



"ยูรู้ใช่ไหม คนที่เบี้ยวเอาเงินไอไปแล้วไม่คืน จาเปนยางรายย  วันนี้ไอขอ ค่าส่งเงินช้านิดหน่อยแล้วกัน อีกสองวันถ้ายังไม่ได้คืน ค่อยมาคุยกันใหม่ "  พูดแล้วก็หันมาพยักหน้ากับลูกน้อง สี่ห้าคนข้างหลัง

" โอ โนวววว"  ม้าน้าวสายตาวิงวอน  แลกกับเสียง ตุ้บตั้บ สลับเสียง โอ โนวววของม้าน้าว เป็นระยะ  

น้ำฝนปนเลือด รสชาติไม่ค่อยอร่อย แต่ก็ทำให้รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่  
" สักวัน ข้าจะตื้บพวกเอ็งบ้างคอยดู ฮือ ฮือ  รู้อย่างงี้ก็เรียนวิทยายุทธมาก็ดี "  

กลับโซโหไหวไหมเนี่ย ....ครึ่งลาก ครึ่งคลาน กลับไชน่าทาวน์

"เงินก้อนนี้มาเมื่อไร ซื้อตั๋วกลับไปให้เอี้ยกงกง กระทืบดีกว่า ยังพอฟังรู้เรื่องบ้าง" 
.........
...
เล้าอุกอิก ส่งลูกลงเรือไฟไปไกลถึงสุดหล้า หวังว่าจะได้คุณชายเล้าม้าน้าวกลับมา เป็นผู้ดีอังกฤษ มีดีกรี ดร. อะไรก็เอา  

" เรียบร้อยไหม พ่อบ้าน" เล้าอุกอิกถาม
" เรียบร้อยครับท่าน ส่งไปห้าร้อยชั่ง  ตามที่คุณชายเขียนมาบอกว่า ค่า Protector  Ruler  Pencil  and Rubber คุณชายมีความรู้สูงจริงๆ "
พ่อบ้าน จัดลูกยอไปหนึ่งชุด



เล้าอุกอิกระแวงได้ทุกเรื่อง เว้นไว้แต่เรื่องของบุตรชายคนเดียว ขออะไรมาก็ให้หมด ไม่เคยคิดว่าจะคดโกงอะไรกับบิดา

ตั้งแต่โตมา หลังจากฮูหยินเสียชีวิตไปแล้ว ม้าน้าวก็เป็นตัวแทนของความหลังเพียงคนเดียว  ทรัพย์สินเงินทองที่มี กิจการร้านขายยา มากมายกำไรที่ได้ก็ทำไว้ให้กับบุตรคนเดียว  

ที่ผ่านมาผลกำไรเกือบครึ่ง กลายมาเป็นเงินที่ใช้เพื่อให้ม้าน้าวปลอดภัย

จนกระทั่งส่งออกไปอัพเกรดที่อิงกั๋ว (อังกฤษ) นึกในใจว่า ไปอยู่ที่โน่นแม้ไกล แต่ก็ยังไม่ตาย ดีกว่าอยู่ที่นี่แล้ว เอี้ยกงกงจับไปเป็นขันที หรือ เอาไปตีตาย  ก็เลยลืมเรื่องที่ จะรวบรวมว่า ม้าน้าวทำลายทรัพย์สินเงินทองไปเท่าไร 

เล้าม้าน้าวเขียนมาเล่าเรื่องหลอกพ่อเป็นระยะ เป็นตอนๆ ว่ากำลังเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ที่เป็นภาษาคนเถื่อน แต่ด้วยความฉลาดของม้าน้าว จึงเรียนได้ในเดือนเดียว  ตอนนี้พวกฝรั่งที่นี่ ขอมาเรียนวิชาวิทยายุทธ จากม้าน้าวกันมากมาย  เงินทองมากมาย ฝรั่งเอามาให้เป็นค่าสอน

ม้าน้าว โม้ไปว่า ที่นี่ น่าลงทุนเปิดร้ายขายยา เพราะฝรั่งเจ็บป่วยไม่มียาเหมือนที่เมืองจีน แต่ต้องซื้อของมาเยอะ ตอนนี้หมุนเงินไม่ทัน จึงเขียนมาขอ เพราะต้องซื้อของสำคัญ  มี Protector  Ruler  Pencil  and Rubber  ตามที่เขียนไป เป็นต้น 


เล้าอุกอิก อ่านแล้วก็ยิ้มย่อง รีบจัดการไปตามที่ ม้าน้าวต้องการ

.....
...



 


เช้านี้ เล้าอุกอิกเดินยิ้มกริ่ม ดีใจเพราะได้รับจดหมาย เปิดอ่านได้ความว่า  

" เรียนจบแล้วที่นี่ไม่เห็นมีอะไร  คนที่นี่ก็ป่าเถื่อน ธุรกิจที่นี่ก็อยู่ไกลเกิน แสนลำบาก แม้ตั้งใจปักหลักที่นี่ แต่ก็ทนความคิดถึงบิดาไม่ได้ จึงจำใจต้องกลับ..."

เล้าอุกอิกดีใจ มว๊ากกกก 
รอวันได้เห็นหน้าลูกชายผู้ประสบความสำเร็จ 


To be continuted 須載 โปรดติดตามตอนต่อไป



วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 9 หอกทมิฬ เจี่ยตู้จวนผู้สูงศักดิ์

บทที่ 9 หอกทมิฬ เจี่ยตู้จวนผู้สูงศักดิ์

"เมื่อจีนตั้งธนาคาร มีเงินสกุลหยวนส่งออกไปเป็นเงินที่ใช้จ่ายแทนได้ในต่างประเทศ
เงินดอลล่าร์ ก็เริ่มไม่เสถียรภาพ..พ  าพ พพ พ พ  พ   พ..."


เสียงอาจารย์เศรษฐศาสตร์ พูดอะไรสักอย่าง จากหน้าชั้น สมควรเห็นแต่ปากของอาจารย์ เคลื่อนไหวไปมา  แต่คำพูดเหล่านั้นไม่สามารถชำแรกผ่าน เข้าไปสู่เนื้อเยื่อสมองได้เลย



" เฮ้ย..  อาจารย์แกส่งเสียงทางลมปราณหรือไงวะ"  สมควรหันไปถามเพื่อน.. สายตามองหน้าเพื่อนเริ่มเลอะเลือน 


" บ้านมึงอยู่ปายใช่ไหม เมื่อคืนย้ายไปอยู่บาดาลแล้วมั้ง"
"เออเนอะ ฝนภูเขามาทีเดียวท่วมเลย"
 เสียงใครดังเบาๆ มาจากหลังห้อง

สมควรได้ยินแว่วๆ ก่อนที่จะเริ่มดำดิ่งเข้าสู่ภวังค์ กลางห้องเลคเชอร์

...
..



เสียงโซ่กระทบกับแอกที่อยู่บนคอม้าเทียมเกวียน ดังมาเป็นจังหวะ ต้าปู้ นั่งพิงพนักอันอ่อนนุ่ม บุด้วยแพรไหมหรูหรา

"ท่านครับ  เราจะข้ามแม่น้ำตรงนี้นะครับเมื่อคืนน้ำหลาก กัดเซาะสะพานพังไป ตอนนี้มีแต่ตรงนี้ที่น้ำตื้นหน่อย แต่ก็ยังมีน้ำไหลแรง ท่านจะข้ามฝั่งไป ตอนนี้หรือว่าจะรอ ครับท่าน" เจ้าหน้าที่คนสนิทถาม

ต้าปู้ ใจก็อยากจัดการกับงานรังแกหลวงจีน ให้เสร็จสิ้นเร่งเร้าให้ หน่วยงานตงฉ่างเร่งจัดการ ทั้งร้อยห้าสิบสาขา

ด้วยระดับฝีมือ ต้าปู้ แม่น้ำแค่นี้ มิใช่ปัญหา แค่เศษไม้ชิ้นเดียวลอยน้ำ ก็สามารถใช้วิชาตัวเบา ข้ามพ้นไปได้

แต่ปัญหากลับอยู่ที่ เจ้าหน้าที่ตงฉ่างที่เหลือ กับ รถม้าที่นำมา จะข้ามไปอย่างไร

" พักแรมกันบนเนินเขา คืนนี้พรุ่งนี้รอให้น้ำลดความแรงแล้วค่อยข้ามไป วัดไม่หนีไปไหนหรอก "  ต้าปู้ สั่ง

คิดถึงคำสั่งที่ให้มาจัดการกับหลวงจีนทั้งหลาย ต้าปู้คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก ว่าเป็นเพราะเหตุไร หลวงจีนอยู่ตามป่าเขา เป็นที่พึ่งทางใจให้กับชาวบ้านร้านป่า จะไปเกี่ยวข้องกับราชสำนัก

คำสั่งที่ตกมา ก็ตกมาเป็นทอดๆ ไม่รู้ที่มา ที่เป็นลายลักษณ์อักษร ก็เพียงเป็นบทสรุป ที่อ่านแล้วก็รู้ว่า คงมิใช่เหตุผลที่แท้จริง


เอกสารลับ


"ต้าซือน้อยใหญ่วัดฝ่าซันซือ ได้ขยายสาขาออกไปทั่วทุกแคว้น โดยไม่ขออนุญาต รุกล้ำป่าสงวน ทำให้อาจจะเกิดภัยต่อความไม่มั่นคงของราชสำนัก จึงให้หน่วยงานตงฉ่าง ไปเร่งจัดการตรวจสอบ "

#จัดการเหมือนเดิม


ต้าปู้อ่านแล้วอ่านอีก ทอดถอนใจ  กล่าวกับตัวเอง "หน่วยงานลับ เอกสารก็ลับ ถามกลับก็ไม่ได้ ก็ลับกันไปหมด  ราชสำนักที่ไม่มั่นคง หากวัดวาอารามผู้คนอยู่กันมีความสุข เดี๋ยวมันจะมั่นคงเกินไปหรือไร "... ต้าปู้ ก็งง เหมือนกัน


การเดินทางย่อมต้องมีค่าใช้จ่าย  ยังดีที่สำนักการเงินที่หนึ่งแห่งจงหยวน ได้ตั้งระบบการแลกเงิน ด้วยตั๋วแลกเงินที่พกพาสะดวก นำไปแลกเป็นเงินได้ทุกมณฑล 



นึกถึงเรื่องตั๋วแลกเงิน มือก็จับไปที่หน้าอก ที่มีตั๋วแลกเงินปึกใหญ่ซ่อนตัวอยู่  

" ท่านผู้หญิง ทราบว่า นายท่านจะออกเดินทางไกลจึงให้ข้าน้อย นำของกินเล่นระหว่างทางมามอบให้ " คนรับใช้จากวังในนำกล่องเล็กๆ มาส่งให้ แต่ไม่ได้บอกอะไรเพิ่มเติม

ต้าปู้ เพียงรู้สึกตามสัญชาตญาณของอาชีพว่า คงเกี่ยวกับคำสั่งที่ได้รับให้มาปฏิบัติรังแกหลวงจีนแน่นอน

"ทำการค้าก็ต้องคำนึงถึงผลตอบแทน"  คำนี้ผุดขึ้นมาในใจต้าปู้ รอยยิ้มเย็นเยือก

..........
...
งานอดิเรกปัญญาชน

แม้เป็นยามเช้า อรุณยังไม่ขึ้น  หยดน้ำค้างยังเกาะอยู่บนยอดหญ้าแวววาว

พื้นที่ในเขตวังในแบ่งเป็นตำหนักเล็กน้อย มากมาย  เรียงรายด้วยที่อยู่ของ เจ้าหน้าที่มากมายก่ายกอง

ในแต่ละส่วนงานที่ดูแลรับใช้  ฮ่องเต้ และพระมเหสี  ก็จะต้องมีหัวหน้าสายงานต่างๆ คอยกำกับดูแล

ยามนี้ เสียงคนทำงาน 
เสียงยกของ 
เสียงเทน้ำ
ควันอันพวยพุ่งจากหม้อที่ต้มน้ำ 

ในบรรดาหัวหน้าสูงสุด ที่ดูแล การเป็นอยู่ เสื้อผ้า หน้าผม พระกระยาหาร   ขึ้นอยู่กับท่านผู้หญิงเจี่ยตู้จวน เพียงคนเดียว 

เจี่ยตู้จวน หมายถึงพืชชนิดหนึ่ง มีใบดุจปลายทวน เรียวแหลม ดอกสีม่วง   

ท่านผู้หญิงเจี่ยตู้จวน    มีประวัติยิ่งใหญ่ ลูกสาวของท่านข้าหลวงเจี่ย เป็นข้าหลวงสนองงานของฮ่องเต้องค์ก่อน  ดูแลเรื่องคดีความต่างๆ เป็นคนเที่ยงตรง ตัดสินให้กับประชาชนดุจเดียวกับเปาบุ้นจิ้น

ท่านผู้หญิงเจี่ยต้องกลายมาเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่เยาว์วัย แต่ก็ได้นิสัยความเที่ยงตรงมา  แม้ว่าได้เข้ามาอยู่ในเขตวังในตั้งแต่ยังอยู่ในรุ่นสาว   ระหว่างที่ใช้ชีวิตในเขตวังใน กลับได้รับความเมตตาจาก ท่านแม่ทัพใหญ่สมัยฮ่องเต้องค์ก่อน นำไปฝึกฝนทั้งงานการบ้านการเรือน และวิทยายุทธ เพื่อใช้ในการดูแล เป็นองครักษ์ใกล้ชิดให้กับนายน้อยทั้งหลาย

ดังนั้น น้อยคนนักที่จะรู้ว่า ท่านผู้หญิงเจี่ยตู้จวน จะมีวิทยายุทธติดตัว มิใช่ดาบ กระบี่ อย่างวีรสตรีทั้งหลาย แต่อาวุธคู่มือท่านผู้หญิงเจี่ย กลับเป็นหอกทมิฬ  ที่ฝึกมาจากท่านแม่ทัพใหญ่นั่นเอง 


หอกทมิฬ ว่องไวดุจอสรพิษ เร้นลับหนักแน่น เคลื่อนไหวดุจหมอกควัน ปลิดชีพแล้วยังไม่รู้ตัว...

ปีนี้ท่านผู้หญิงเจี่ย มีอายุครบแปดสิบ หลังจากเหน็ดเหนื่อยในการบงการการฝึกฝน การดูแล งานในวังทั้งหลาย ให้เหล่านางสนมกำนัล ถึงกับตั้งเป็นโรงเรียนภายในราชสำนัก

ปีนี้ได้วางมือ ส่งทอดงานให้กับผู้สืบทอดงานเพื่อจะใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสุขสบาย ได้ถ่ายทอดวิชาความรู้การดูแลงานในราชสำนักไว้กับศิษย์นับพัน  แต่วิชาหอกทมิฬ กลับรับศิษย์เพียงคนเดียว

ท่านผู้หญิงเหนียนหนี่เอ๋อ  ศิษย์เอกรับถ่ายทอดทั้งยอดวิชาทวนทมิฬ และงานที่ต้องทำภายนอกราชสำนัก

"ศิษย์ อวยพร วันเกิดครบแปดสิบปี ของซือแป๋ ให้แข็งแรง อายุนับร้อยนับพันปี " ท่านผู้หญิงเหนี่ยนหนี่เอ๋อ คุกเข่ามือประคองถ้วยชา เหนือศีรษะ

ท่านผู้หญิงเจี่ย ใบหน้าประดับรอยยิ้มอันอบอุ่น รับถ้วยชาจากศิษย์เอกเพียงคนเดียว กระซิบถามเบาๆ

"เรื่องที่ซือแป๋ให้ไปจัดการ เจ้าดำเนินการไปถึงไหนแล้ว" ใบหน้าแม้ประดับรอยยิ้ม แต่เหนี่ยนหนี่เอ๋อ กลับรู้สึกถึงรังสีเย็นยะเยือก

"ตอนนี้ ต้าปู้ตัวโง่งม กำลังไปไล่จัดการสร้างความปั่นป่วน คาดว่าไม่ทันย่างเข้าฤดูชิวเทียน ใบไม้ยังร่วงไม่หมด หลวงจีนคงร่วงหมดก่อน"  เหนียนหนี่เอ๋อตอบเบาๆ ราวเสียงแมงหวี่

" อย่าให้มันรู้ว่าใครสั่ง " คำพูดที่เป็น คำประกาศิต ทำเอาเหนียนหนี่เอ๋อ ต้องรีบคำนับหัวจรดพื้น สามครา

"ซือแป๋ อายุยืนยาว"......  จัง  หนี่เอ๋อคิดต่อในใจ




เมื่อราชสำนักต้องมีการจัดงานไม่ว่างเว้น การดูแลประสานงานกับฝ่ายสงฆ์  ก็เป็นหน้าที่ของท่านผู้หญิงเจี่ยมาก่อน ซึ่งบัดนี้ก็ได้มอบหมายให้ท่านผู้หญิงเหนียนหนี่เอ๋อ จัดการต่อไป

การดูแลงานราชพิธีนั้น เป็นเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อน จะต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะเกี่ยวข้องกับฮ่องเต้ และ เหล่าขุนนางอำมาตย์ รวมถึงราชครูผู้เป็นใหญ่สุดในฝ่ายสงฆ์

สมัยท่านผู้หญิงเจี่ย สามารถดูแลเบ็ดเสร็จในเรื่องนี้ สามารถเข้าไปควบคุมดูแล กิจการวัดน้อยใหญ่ผ่านนามของท่านราชครู  เจ้าอาวาสวัดใด จะทำการใหญ่น้อย ติดต่อท่านผู้หญิงเจี่ย เพื่อกรองงานให้กับท่านราชครู  

เนื่องจากประสิทธิภาพการกรองงาน เป็นเอกอุ จึงไม่มีงานอะไรผ่านไปถึงราชครูให้ท่านต้องกังวล ทุกอย่างท่านผู้หญิงเจี่ยตัดสินใจได้

"ไว้เรื่องใหญ่ๆ ค่อยส่งไป เรื่องแค่นี้ เดี๋ยวประทับตราแทนให้ " ..หยิบ ตราประทับที่ห้อยไว้ที่เอวดุจสัญลักษณ์ประจำตัว ประทับคำสั่งน้อยใหญ่เสมอ   "สามสิบปีนี้ ไม่มีเรื่องใหญ่สักเรื่อง เฮ้อ " !!


แล้ววันหนึ่งก่อนที่ท่านราชครู จะถึงแก่กาลมรณภาพทิ้งสรีระร่างไป กลับปรากฏ วัดฝ่าซันซือ มีส่งเสียงต้าซือเป็นผู้นำ  ซึ่งท่านผู้หญิงเจี่ยไม่สามารถเข้าไปควบคุมได้

เพราะเห็นว่าวัดนี้ เพิ่งก่อร่างสร้างตัว มีหลวงจีนไม่กี่รูป แม้จะมีวิทยายุทธสูง แต่การบริหารงานวัดไม่ใช่การฝึกวิทยายุทธ ต้องมีทักษะในการจัดการ จึงทำให้คิดว่าอย่างไรเสียก็คงไม่มาเป็นภัยอะไรต่อการเข้าควบคุมวัดน้อยใหญ่ของ นางได้

ต่อมาภายหลังเมื่อมองเห็นการเติบโต ของวัดคิดจะเข้าไปควบคุม ก็ไม่ทันการเสียแล้ว  เมื่อเห็นประชาชนหลั่งไหลเข้าไปจุดธูปเทียนแล้ว  ความรู้สึกเสียดาย  กลายมาเป็นอิจฉา ริษยา เมื่อไม่ได้ ก็ต้องไม่มีใครได้  กลายเป็นคิดทำลายในที่สุด

ถึงกับเคยออกจดหมายสั่งจับเจ้าอาวาสด้วยข้อหา ขยันสอนสั่งประชาชน จนหลงเชื่อ เกิดศรัทธา มากเกินไป

นับเป็นข้อหาผัดกะเพรา สิ้นคิดมาก  ไปๆ มาๆ ก็สืบสวนเอาความอะไรไม่ได้ แต่ก็ย้ำรอยแค้นไว้ในใจ

"ภูเขาโยกย้ายได้ หากไม่ทิ้งความเพียร แม้ตัวเราทำไม่สำเร็จก็ให้ลูกหลานทำต่อ"


ท่านผู้หญิงเหนียนหนี่เอ๋อ จึงรับดำเนินการต่อในฐานะผู้สือทอดหอกทมิฬรุ่นที่สอง



To be continuted 須載 โปรดติดตามตอนต่อไป


เจี่ยตู้จวน ดอกไม้ชนิดหนึ่ง
http://goo.gl/DgYBLf
หนี่เอ๋อ  แปลว่าลูกสาว 
ภาพวาด งานอดิเรกปัญญาชน ที่มา 
http://goo.gl/QyXdwV










วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 8 ต้าปู้ หมาบ้าแห่งตงฉ่าง

บทที่ 8  ต้าปู้  หมาบ้าแห่งตงฉ่าง*

ผ่าง ผ่าง...
ต๊อก ต๊อก....​
ผ่าง ผ่าง..
กลางค่ำคืน เสียงการบอกเวลาของเวรยามที่เดินอยู่ทั่วเมืองหลวง  ดังแจ่มชัด 

ความเยือกเย็นที่ปกคลุม หนาวเหน็บ จนไม่มีใครอยากออกมานอกชานเรือน

ในความมืดมิดของราตรี 
มีคนสองประเภทที่เคลื่อนไหว 
โจรราตรีผู้หาข้าวของที่เหลือใช้ 
เหลือเก็บ มาช่วยใช้  
กับคนจากหน่วยงานตงฉ่าง 
ที่คอยจัดการพวกโจรราตรี

"ทิ้งของมีค่าวางไว้ เจ้าถูกล้อมไว้หมดแล้ว "

"อยากไปอย่างมีชีวิต หรือทิ้งวิญญาณไว้"

"เจ้ามีสิทธิ์ที่จะไม่พูด คำพูดของเจ้าจะเป็นคำให้การในการทำคดีความในชั้นศาล"

เสียงน้องใหม่ฝึกงานเพิ่งเข้าตงฉ่าง 
นั่งท่องเสียงเจื้อยแจ้ว

ผู้การต้าปู้ เดินผ่านมาได้ยิน สายตามองนิ่งไปที่ข้อความที่เด็กใหม่กำลังท่องจำ ... คงกำลังนึกถึงชีวิตการไต่เต้าของตน

ต้าปู้ ผู้การตงฉ่างผู้เจนจัดในการทำสำนวนคดีความ  ผู้ทำคดีความแมลงพิษ ทำให้ปิดคดีสะเทือนขวัญชาวเมืองหลวง

หลังจากมีการ รณรงค์สุมควันไล่แมลง กันทั้งเมืองไปสามสี่รอบ คนที่สูญหาย หรือ ตายจากอาการจุดแดง ก็ไม่มีเพิ่มอีก

ต้าปู้ จึงได้รับการไว้วางใจ จากเบื้องบนราชสำนักในการทำคดีความ 
สืบสวนหาเหตุผล  แพะแกะ ได้ตามที่ราชสำนักต้องการอย่างรวดเร็ว

สำนักงานกลางตงฉ่าง   ขึ้นตรงกับอำมาตย์เฉิง  ผู้ดูแลสำนักงานตงฉ่าง หกหมื่นสาขาทั้งแผ่นดิน รายงานตรงต่อองค์ฮ่องเต้ นับว่ามีบารมีมาก

ต้าปู้  นามจริงคือ ซี้ล่าหวา ไต่เต้าจากเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยในตงฉ่าง 
เริ่มงานจากสาขาชนบทในพื้นที่เขตป่า 
ได้จัดการกับพวกลักลอบขนของหนีภาษี 
ผิดกฎหมาย ยักย้ายถ่ายเทจำนวนของกลาง จากหมื่นเหลือพัน แจกจ่ายเปิดทางตำแหน่ง 


มีความสามารถ เปลี่ยนของเถื่อนที่ผิดกฎหมาย ให้กลับมาเป็นของถูกกฎหมายได้ โดยการใช้กฎหมาย จับของเถื่อนทั้งหลาย แล้วหาแพะแกะมาเป็นเจ้าของ จับเข้าห้องขังทำข่าวใหญ่โต เรื่องราวลับหายไป ก็ปลดปล่อยผู้ต้องหา บอกคดีความอายุยี่สิบปี ตอนนี้ต้องตามหาหลักฐาน

ของที่ยึดมา นำส่งหน่วยงานตงฉ่างปลายทาง ในฐานะของกลาง แล้วนำออกจากบัญชีของกลาง  ประมูล เปลี่ยนเป็นของถูกกฎหมาย ซึ่งแน่นอนผู้ร่วมเข้าประมูลแข่งขัน ย่อมเป็นบุคคลที่ได้รับสิทธิ์อนุญาตจากต้าปู้เท่านั้น   

ข้าราชการ ผู้มีอำนาจทั้งหลาย จึงใช้บริการตงฉ่างตัวน้อยๆ นี้  ทำให้มีเส้นสายไปทั่วทั้งเมืองหลวง 

การค้าที่ไม่ต้องลงทุน มีกำไรงาม ประเภทหักเงินค่าประชุม ค่าดำเนินการ ค่าอาหาร เสื้อผ้า รองเท้า  เงินเดือนลูกน้องในสังกัด  อะไรที่ผ่านมือมา ย่อมต้องมีส่วนแบ่ง

รู้จักนำข้าวของไปกำนัล ก็ทำให้การเลื่อนตำแหน่งจากชนบทป่าเขา เข้ามาสู่ส่วนกลาง รับใช้ทำงานตามที่ เจ้านายสั่ง  

ในยุทธภพการเข่นฆ่ากัน เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น คดีความเมื่อเกิดเหตุ ถ้าเป็นเรื่องราวล้างแค้น ต้าปู้ ก็จะลงบันทึกว่า สูญหาย 

" ทำการค้าก็ต้องคำนึงถึงผลตอบแทน"  ต้าปู้ มักพูดกับประชาชนที่เดือดร้อน เข้ามาแจ้งความขอให้ช่วยเหลือ  

คงเป็นเพราะต้าปู้ เจนจัด จึงชอบสั่งสอนการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องให้กับชาวบ้านเสมอ
 " ทำการค้าก็ต้องคำนึงถึงผลตอบแทน" !!


ทุกคดีที่ติดค้างมาจากสมัยผู้การตงฉ่างคนที่ผ่านมา มีคดีที่ปิดไม่ได้ หาคนร้ายไม่เจอ เมื่อมาถึง ต้าปู้ ทุกคดีล้วนปิดลงอย่างเหลือเชื่อ เบ็ดเสร็จ เรียบร้อย 

ทำให้ได้รับฉายาจากประชาชนว่า 
ต้าปู้ ( ใหญ่- ไม่  หมายถึง ทำเรื่องที่นายสั่งมาใหญ่เล็กรับทำหมด   ไม่เคยทำให้นายผิดหวัง ปิดคดีตามที่นายต้องการเสมอ )

คดีแมลงพิษเป็นตัวอย่างที่ดี  รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง เมื่อเห็นว่า คนที่มาจากสายกองทัพ ถึงกับเอ่ยปากว่าเป็นแมลงพิษ คงมีเรื่องที่แตะต้องไม่ได้ 

คนตายก็ตายไปแล้ว 
คนเป็นคือตัวเราเองสำคัญกว่า  
จึงลงความเห็นว่า แมลงพิษ 

ปีนี้ต้าปู้ ได้รับคำสั่งพิเศษ ให้ไปจัดการกับ ต้าซือน้อยใหญ่วัดฝ่าซันซือ 


วัดฝ่าซันซือ กิจการรุ่งเรือง ขยายสาขาสอนวิทยายุทธ ไปทุกมณฑล สาขาน้อยใหญ่ ร้อยห้าสิบสาขา ราชสำนักจับตา เกรงเป็นภัยต่อความไม่มั่นคงของราชสำนัก 

ต้าปู้ ถึงกับไล่ปิดสำนักสาขาไปทุกหัวระแหง  เจ้าสำนักที่เป็นบรรพชิต ศิษย์ทั้งพระทั้งฆราวาส ต่างเดือดร้อนกันไปทั่ว

"มันแจ้งข้อหาอะไรของมัน" เสียงศิษย์ฆราวาสถามเพื่อนร่วมสำนัก 
" ผายลมแรงไปมั้ง "  เสียงตอบแบบเหนื่อยหน่าย

ไม่ต้องมีข้อหาความผิด ต้าปู้จัดให้ได้  ขอให้นายบอก  ต้าปู้ไม่ทำให้ผิดหวังสมชื่อ ต้าปู้



ที่วัดฝ่าซันซือสำนักใหญ่ ก็ยังมีคนมาสักการะไหว้พระ มืดฟ้ามัวดิน ตงฉ่างจึงละเว้นไว้ก่อน ไปไล่จัดการกับพวกสาขาที่ไม่มีทางสู้

มีคนบอกว่า โจรขโมยชุกชุม ต้าปู้ไม่จัดการ 

คนในตงฉ่างออกมาตอบแทนว่า หน่วยงานจัดการ เรื่องเล็กๆน้อยๆ แบบนี้ มีมากมายหลายร้อยหน่วย ไม่ต้องถึงมือ ต้าปู้ 

" ทำการค้าก็ต้องคำนึงถึงผลตอบแทน"

........
...



รถเมล์วันนี้มันติดขัดไม่ขยับ แค่ฝนตกนิดเดียว น้ำรอระบาย ก็เปลี่ยนถนนเป็นคลอง  สมควรก็ได้แต่ทอดถอนใจ

นั่งมองดูภาพในจอทีวี 
จากร้านข้างทาง 
เห็นพระเมืองกาญฯที่
นั่งรถเข็นถูกไล่ออกจากวัด 
ซึ่งได้อ่านจากข่าวนสพ.เมื่อวันก่อน 
ท่านออกทีวี ไม่รู้ว่าพูดอะไร 

"แล้วจะไปเข้าพรรษาที่ไหน 
คนยุคนี้มันชั่วจริงๆ" 
สมควร สมเพช

*ตงฉ่าง   หน่วยตำรวจลับ
To be continuted 須載 โปรดติดตามตอนต่อไป


วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 7 วัดฝ่าซันซือ ... โดดเดี่ยว

บทที่ 7 วัดฝ่าซันซือ ... โดดเดี่ยว

นับตั้งแต่ เล้าม้าน้าว หลบหนีออกไปจากวัดฝ่าซันซือ เมื่อปีก่อน  วัดถึงกับเจริญรุ่งเรือง รุดหน้า 

ประชาชนหลั่งไหลเข้ามา จุดธูปไหว้พระ ขอพร  ในช่วงเทศกาลมืดฟ้ามัวดิน เนืองแน่น

ในการสอนวิทยายุทธ  ก็ได้เปิดรับสมัครถึงปีละ สามรุ่น มีศิษย์บรรพชิต และฆราวาส  

ที่เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว 
ที่จริงก็ไม่เกี่ยวกับ ม้าน้าวจอมเกเร 

ก็เพราะไม่เกี่ยวข้องแล้ว เลยทำให้หลวงจีนในวัด ก็ไม่ต้องมาพะวง เสียเวลาแก้ปัญหา ที่ม้าน้าวเที่ยวก่อรายวัน 

ไม่ต้องไปเกี่ยว กับเรื่องชวนปวดเศียรเวียนเกล้า ใช้เวลาฝึกวิทยายุทธ ฝึกสมาธิ เดินลมปราณ​กำลังภายใน ได้รุดหน้า 

เพราะไม่เกี่ยวกะม้าน้าวนี่เอง   

ประชาชนเมื่อมาถึงวัดแล้ว พบเห็นพูดคุยกับหลวงจีนน้อยใหญ่ ก็อบอุ่น ได้หนทางการไปใช้ชีวิต  มีหลักธรรมะที่หลวงจีนชี้แนะ มอบให้

เกิดการบอกกัน ต่อๆ ไป  ทำให้เหล่าประชาชนหลั่งไหลมากันดุจสายน้ำหลาก

วิทยายุทธ ของวัดฝ่าซันซือ ก็มีมากมายหลากหลายชนิด ทั้งหมัด ฝ่ามือ กระบี่ ดัชนี  ที่หลวงจีนฝึกเพื่อให้ร่างกายแข็งแกร่ง ต่อสู้กับความหนาวเย็น บนยอดเขาซือซัน  

วิชากำลังภายในของวัดฝ่าซันซือ ก็เป็นแนวทางใหญ่ ที่ค่ายสำนักต่างๆ แม้ว่าจะฝึกฝนมาเช่นไร ก็สามารถฝึกต่อที่วัดนี้ได้ ไม่ปิดกั้นวิชาความรู้ใดๆ

เกรงแต่จะไม่มีใครอยากจะฝึก เพื่อรักษาวิชาไว้  

แต่จะมีเพียงวิชา 72 ฝ่ามือยูไลขั้นสูงเท่านั้นที่ต้องเป็นบรรพชิตผู้อาวุโส ได้รับการยินยอมจาก บรรพชิตผู้เฒ่าทั้งสี่ จึงจะมีโอกาสเรียนได้

แม้ไม่ได้เรียนยอดวิชา ฝ่ามือยูไล แค่วิทยายุทธ ที่ฝึกฝนธรรมดา หากฝึกฝนกันอย่างช่ำชองแล้ว ก็เรียกว่าแทบจะไม่เป็นที่สองรองใคร




อิ่วจาก้วย แม้สำเร็จสุดยอดวิชากระบี่  เมื่อท่องยุทธภพ ก็พยายามหลีกเร้น งำประกายไม่แสดงออกถึงพลังฝืมือ

ทำตัวดั่งเด็กหนุ่มตามร้านตลาด ใส่เสื้อผ้าเหมือนชาวบ้านทั่วไป กลมกลืนไปกับฝูงชน

แม้หน้าตาจะหล่อเหลาปานหยกแกะสลัก แต่ก็รู้ดีว่า การที่ต้องออกมาอยู่ในยุทธภพ ต้องมีเงินทองไว้จับจ่าย 

สำเร็จวิชา มีวิชากระบี่เหินหาว ก็ใช่ว่าจะกินกระบี่แทนข้าวได้ 
ใช้วิชากระบี่ ไปปล้นคนรวย มาให้คนจน 
ปล้นกังฉิน มาให้ชาวบ้าน

ไม่ใช่วิถีทางของ อิ่วจาก้วย  

ปล้น ก็คือ ปล้น  
ปล้นคนรวย ก็ยังคือปล้น
ปล้นกังฉิน   ก็ยังคือปล้น
คนปล้น ก็เป็นโจร

คนจนชาวบ้านได้เงินจากการปล้น โดยเอาไปวางไว้ให้ตามหน้าต่าง ประตู  ก็จะถูกทางการเหมารวมว่าเป็นพวกโจร รับของโจรไปด้วย

แม้ว่าจะขาดเจตนาในการรับรู้ ว่าเงินทองมาจากไหน ซึ่งจะโทษว่ารับของโจรไม่ได้ 

แต่ทางการก็คือทางการ ย่อมหาข้อหาให้ได้  

คนไม่ผิด ผิดที่หยก คำนี้ใช้ได้ในทุกยุค 

เพราะคนจน ก็ตกเป็นเหยื่อให้กับสังคมเสมอไป อะไรก็อ้างคนจน คนจนต้องการอย่างนั้น 
คนจนต้องการอย่างนี้ 
แต่ทุกที ก็ไม่เคยมาถึง 
ผู้ที่จัดการอ้างถึงทั้งหลาย ก็จะเอาไปใช้เองหมด

" หรือว่าเพื่อไม่ให้คนจนเดือดร้อน เราปล้นกังฉินแล้วเอาไปสร้างวัดดีไหม"  ฮ่า ฮ่า อิ่วจาก้วยนึกขำ

ทางการที่ดีดีคงไม่ถึงกับ ไปรื้อวัดหาเศษตังค์หรอกนะ  หรือเปล่า?


อิ่วจาก้วย  กลับจากเกาะทะเลน่ำไฮ้  นำสัตว์ประหลาดปี๊กาจู ไปประมูลที่เมืองหลวง 
ร้านที่เป็นแหล่งรวมของประหลาดใหญ่ที่สุด ในมณฑลภาคกลาง

เอี๊ยะอี่เบ 

เอาชีวิตไปเสี่ยง กลับได้ราคาไม่เท่าไรแทบจะไม่พอค่าเรือโดยสาร เพราะตอนนี้สัตว์ประหลาดแบบนี้ เก็บเอาได้ตามถนนหนทาง 

แม้แต่กลางทางหลวง คนสัญจรไปมา ก็ยังมีแอบซ่อนอยู่ตามเงามืด 

"มันชุมจริงๆ  มันเก็บมาแล้วจะไปทำอะไรหว่า"  อิ่วจาก้วยรำพึง ด้วยความเซ็ง 

"ช่วงนี้ดวงไม่ค่อยจะดี เดินชนคนข้างหน้าบ่อยๆ อยากจะหยุดก็หยุด ไม่รู้เป็นบ้าอะไร กันหมดทั้งเมือง " 

ไปหาหลวงจีน แลกเปลี่ยนความคิดกัน ดูท่าจะเป็นเรื่องที่น่าทำตอนนี้ 
เพราะอาหารเจ ในวัดก็เป็นของวิเศษ กว่ายอดวิชากระบี่ในตอนที่ท้องว่างเปล่า

...........
....

แดดรำไรลอดใบไม้ลงมายังเก้าอี้ม้ายาว ที่วางไว้เป็นระยะ  สมควรกับเพื่อนนั่งเล่นดูคนเดินไปมา เก็บบรรยากาศ 
"ไอ้ควร  เอ็งดูนี่ ขึ้นปกหนังสือพิมพ์เลย หน้าตามันแกวแบบนี้  " เพื่อนสมควรยื่น นสพ.หัวเขียวแทบจะทิ่มหน้า
"นี่มันข่าวอะไรวะ DSI มันย่อจากอะไรวะ" 

สมควรคิดเล็กน้อย ชี้ไปที่เพื่อน สองสามคนที่นั่งอยู่ตรงนั้น 

" อ้าว ไอ้เวร อย่างนี้เหรอ Dumb Stupid Idiot มิน่ามันถึงไม่คิดไปไล่จับโจร มาไล่จับพระ ฮ่า ฮ่า"
" ​I Fine" เพื่อนที่นั่งอยู่ตะโกนให้พร ไอ้คนแรก

....
..

วัดฝ่าซันซือ เมื่อมีสาธุชนมามาก  ส่งเสียงต้าซือ เจ้าอาวาสก็จำเป็นต้องกวดขัน ความประพฤติ ของเหล่าศิษย์ ไม่ให้บกพร่อง

ทั้งยังเน้นทั้งการวางตัว ปฏิบัติไม่ให้เสื่อมเสีย คนที่มาจากแดนไกล ก็ได้พักอาศัย ในอาคารที่ปลูกสร้างใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวก 

ปลูกให้สิบ มากันเป็นร้อย  
ปลูกให้ร้อย มากันเป็นหมื่น
ปลูกให้หมื่น มาเป็นหลายหลายหมื่น 

ส่งเสียงต้าซือ แม้ว่าจะพยายามอำนวยความสะดวก ทั้งเรื่องอาหาร การเป็นอยู่ การเดินทางให้กับ ผู้แสวงบุญทั้งหลายเพียงใด ก็ใช่ว่าจะสามารถทำให้ทุกคนพึงพอใจได้


ท่านต้าซือมีการแบ่งหน้าที่ให้กับเหล่าศิษย์ แต่ละคนดูแลเรื่องราวต่างๆ แยกกันไป ในวัดอันใหญ่โต

แต่ท่านก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลย ยังตามไปตรวจตรา ตามที่ต่างๆ ในเวลานอกเวลา เสมอๆ

" วัดนี้นะ รวย  รวยแล้วไม่ต้องทำบุญแล้ว"  เจ๊ปากมีไฝ พูดไม่หยุด
" วัดนี้คนเยอะ มาแล้วรำคาญ"
"วัดนี้ขายธูปเทียน ก็รวยเละแล้ว "
"วัดนี้...นี้....นี้ .......นี้ .........???"


เป็นความจริงว่า ท่านส่งเสียงต้าซือ วิทยายุทธสูงล้ำ สำเร็จยอดวิชา 72 ฝ่ามือยูไล ไร้ผู้ต่อกร  
แต่ท่านก็ไม่เคยเอาวิชาฝีมือไประรานใคร  ท่านนิ่งสงบ ทำสมาธิ ของท่านบำเพ็ญเพียรตามแบบอย่าง สมณะ ที่ดีที่พึงกระทำ 

ใครจะด่าว่า ชักแม่น้ำร้อยสายเช่นไร ท่านก็ไม่เคยไปต่อล้อต่อเถียงด้วย  

เงินทองที่มีผู้ถวายท่านมานั้น 

ท่านทำสิ่งดีๆ เท่านั้น 

เริ่มบูรณะจัดการ อาคาร กุฏิ ศาลา ให้สามารถใช้งานได้เต็มที่ 
เริ่มพัฒนา บรรพชิต คฤหัสถ์ ที่มาวัด ให้ปรับเปลี่ยนเลิกสิ่งเสพติด อบายมุข กลับตัวกลับใจ แต่ละเรื่องราว ก็ใช้ทรัพย์มากมาย

สังคมสงเคราะห์  ภัยพิบัติต่างๆ ก็ใช้งบมากมาย แทน งบหลวง ที่หายไปกับการกินตามสายน้ำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประสบภัย

ส่งเสียงต้าซือท่านบอกว่า  " เงินทองเหล่านี้ มาจากน้ำใจ ก็ต้องใช้กับน้ำใจ " 

ผ่านหลายสิบปี บรรพชิตในวัดมากพอก็ขยายสาขาออกไป ในชนบท ต่างเมืองได้นับร้อยสาขา สั่งสอนวิทยายุทธ แนวทางฝึกสติ กำลังกาย ให้กับประชาชน  ทำให้วัดฝ่าซันซือเจริญก้าวหน้าอย่างมาก

บรรพชิตทั้งแผ่นดิน กับ ประชาชน อยู่เคียงข้างกัน เพราะต่างก็เป็นผู้ร่วมชะตากรรม ในทุกคราวเคราะห์  

แม้ว่าจะเกิดเรื่องใดก็ตาม วัดก็ยังมี ประชาชนหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย 
หากมีใครคิดจะถล่มวัด 

ก็คงจะต้องถูกโดดเดี่ยวจากประชาชน เป็นแน่แท้


To be continuted 須載 โปรดติดตามตอนต่อไป











วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 6 สายน้ำที่กราดเกรี้ยว... มีเท่าไหร่ กินเท่านั้น



บทที่ 6 สายน้ำที่กราดเกรี้ยว... มีเท่าไหร่ กินเท่านั้น



ลมพัดหวีดหวิว 

ถนนเล็กๆ คดเคี้ยว 
ต้นไม้ สนามหญ้า ถูกตบแต่งไว้อย่างดี

สมควร ขี่จักรยาน ไปช้าๆ 
ชื่นชม 
ดื่มด่ำ 
กับธรรมชาติ

" เมืองนี้มันแปลกนะ ว่าไหม หน้าน้ำก็ท่วม น้ำมีเกิน" เสียงชายคนหนึ่ง ดังมาจากข้างทาง
" แล้วไง " เสียงชายอีกคนหนึ่ง
" ก็หน้าแล้ง น้ำไม่พอใช้อีก ทำไมมันไม่เอาน้ำหน้าน้ำ มาเก็บไว้หน้าแล้ง ว่าไหม"
" เออว่ะ"

" นี่ๆ ข่าวนี้ก็แปลกตั้งสังฆราช 17 : 0 เค้าว่ายังมีปัญหา"
"แล้วไง"
" ก็ไอ้ที่ลงคะแนนวันก่อน มันมีคนไม่เห็นด้วยตั้งหลายล้านนี่หว่า แล้วเค้าว่าต้องทำตามระบบ ว่าไหม"
"เออว่ะ"

.......
...


สายน้ำฮวงโหไหลจากฟากฟ้า สู่ทะเล ไปแล้วไม่หวนคืนกลับ
ฮวงโหหล่อเลี้ยงผู้คน ตลอดสองฟากแม่น้ำ ยาวนับหลายพันกิโล

ถึงคราวสายน้ำพิโรธ ก็กลืนกินประชาชนข้างฝั่งแม่น้ำที่เคยหล่อเลี้ยง คราวละหลายล้านคน


ถึงคราภัยพิบัติ วังหลวงก็จะนำเอาเงินจากท้องพระคลัง ส่งลงมาในพื้นที่ช่วยเหลือราษฏร ที่กำลังประสบภัย

ที่เมืองนานกิง ในตำบลเล็กเล็กริมฝั่งแม่น้ำฮวงโหแห่งหนึ่ง เฮียะพะบุ้งนายอำเภอผู้ดูแล ตั้งแต่มาดูแลเมืองน้อยแห่งนี้ ก็นับได้ว่า แม้มีวาสนายศฐาบรรดาศักดิ์ เหมือนจะไพบูลย์เต็มเปี่ยม ดังดวงตะวัน แต่กลับมีความรู้สึกขาดลาภตลอดเวลา ดุจพระจันทร์เสี้ยว

เพราะเมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ ประชากรทำเกษตรกรรม ผลผลิตก็ตามแต่ธรรมชาติจะอำนวย ทำกันได้แค่พอกิน พออยู่ ไม่พอเหลือ อยู่กันอย่างสุขตามอัตภาพ ไม่มีคดีความ ไม่มีเรื่องราว

หากมีคนถามว่า นายอำเภอของท่านเป็นคนอย่างไง

คำพูดติดปากนายอำเภอเฮียะพะบุ้ง ที่ชาวบ้าน ร้านรวงได้ยินเสมอคือ

** " ทำไมเลขสิบของเราไม่มีหลังคา ทำไมเลขสิบของเราไม่มีหลังคา ทำไมเลขสิบของเราไม่มีหลังคา " เสียงบ่นรำพึง จากปากท่านนายอำเภอ จะพูดทุกครั้งที่มือจับเงิน

**( ภาษาจีน ตัวเลข 十 = 10 , 千 = 1000 )




"เล่าสี่ เล่าฉิก ใครเอากระจาดตากเนื้อไป"
"ปลาเค็ม ตัวเมื่อวาน ใครเอาไปทิ้งแล้ว เมื่อวานเพิ่งกินไปข้างเดียว"
" ไม้ลังที่เมื่อวานข้าเจอในเมือง เอาวางไว้แถวนี้ ใครเอาไปทำอะไร"
" จะเบิกอะไร ฮูหยิน ชุดปีที่แล้วก็ตัดไปตั้งสองชุดแล้ว "

" ทำไมเลขสิบของเราไม่มีหลังคา.."


ทุกวันไม่คิดจะพัฒนาอะไรแต่ กลับคิดหาวิธีจะหาเงิน ทวนน้ำ ตามน้ำ ความคิดในหัววนเวียน เรื่องตัวเลข

ก่อนที่จะฝ่าฟันขึ้นมาเป็นนายอำเภอได้นั้น ก็ต้องใช้เงินทุ่มเทลงไปมหาศาล ก็หวังว่าเมื่อได้ตำแหน่งอะไรแล้วจะสามารถ หาเศษหาเลย ถอนทุนได้ แต่นี่ก็ผ่านมาสองสามปีแล้ว กลับไม่มีอะไร ผ่านหูผ่านตา

ได้แต่ นั่งทอดถอนใจ...เฮ้อ

" ทำไมเลขสิบของเราไม่มีหลังคา.."




เมื่อคืน ยามสาม สายน้ำฮวงโห เกิดพิโรธ ท่วมกวาดเข้าไปในไร่นา บ้านเรือนเสียหาย เนื่องจากน้ำที่มา ทั้งเชี่ยวกราก ทั้งรุนแรง ยังมากลางดึก จึงมีผู้คนล้มหายตายจากมากมาย

" นายท่าน ๆ ๆ ข่าวร้ายๆ เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ ท่าน " เล่าสี่ คนสนิท ตะโกนเรียกนาย ใกล้รุ่ง

"อะไรวะ มาปลุกข้า รู้ไหมข้า นอนสี่ทุ่มนะวุ้ย นอนไม่ถึงแปดชั่วโมง มันบาป รู้ไหม" นายอำเภองัวเงียตอบ

"นายท่าน น้ำท่วมบ้านเรือน คนตายมากมาย จะทำอย่างไร เร่งสั่งการด้วย" เล่าสี่ ละล่ำละลัก

" อะไรนะ น้ำท่วม ฮวงโหเหรอ" เสียงสดใส ถามกลับ

หากใครเห็นสีหน้าของ นายอำเภอเฮียะพะบุ้ง ที่ดูเปล่งปลั่งเป็นประกาย ดวงตาฉายแวววูบวาบ แล้ว คงมั่นใจว่าท่านมีแผนการที่จะช่วยคนในใจแล้วเรียบร้อย หรืออาจจะเป็นแผนการชั่วร้ายอะไรสักอย่าง..?


" ใส่หลังคาไป สามสิบชั้น เหอๆๆ " เสียงรำพึงอารมณ์ดี ของ นายอำเภอเฮี๊ยะพะบุ้ง ดังเบาๆ
.....
..



นายอำเภอเฮียะพะบุ้ง ประกาศให้ทุกคนช่วยตัวเองให้มาก อย่าหวังราชสำนักเพราะอยู่ไกล และมีคนที่ประสบอุทกภัยครั้งนี้นับคณา ดังนั้น คนอย่างพวกเราต้องอยู่ได้ด้วยตนเอง น้ำมาทำนบกั้น มีแค่ไหน ก็กินแค่นั้น น้ำมาก็ตกปลากิน น้ำไปก็หาเห็ดต่อไป ...

ใช้นโยบาย มีเท่าไร กินเท่านั้น

ส่วนตัว "นายท่าน" ก็กินงปม. ที่หลวงส่งมาช่วย  แทนทุกคน 
แบ่งส่วน สร้างภาพ พองาม

"เหอ เหอ ใส่หลังคา สามสิบชั้น เหอ เหอ " เสียงรำพึงเปลี่ยนไป เล็กน้อย แต่ไม่น้อย..


จากลาภลอยครั้งนี้ นายอำเภอเฮียะพะบุ้งก็คิดการให้มันใหญ่กว่าเดิมอีกเล็กน้อย เพราะคิดว่า แค่เมืองเล็กๆ มันก็เล็กๆ แค่สามสิบชั้น แต่ถ้าเมืองใหญ่ หรือ ถ้าเป็นมณฑล มันคงหลายร้อยหลายพันชั้นขึ้นไปแน่นอน

ทำตามนโยบาย " มีเท่าไร กินเท่านั้น " เหอๆๆ

ทุกอย่างก็ต้องมีการลงทุน นายอำเภอเฮียะพะบุ้ง ไม่โง่ เพียงแต่โลภ รู้จักจ่ายสิบ เอาพัน มีการลงทุนที่มีผลแน่นอน

เพียงแต่อาศัยเงินหลวง ไปลงทุน แล้วก็เก็บผลประโยชน์ ไม่นาน ก็มีผลเป็นกอบเป็นกำ

ประกาศช่วย ชาวบ้านรับซื้อพืชผลการเกษตร เอาของมาเอาเงินไป รายได้มาก เมื่อชาวบ้านเอาของมาก็คุมของไว้ทั้งหมด กำหนดราคาตลาดเอง ขายแพงซื้อถูก เพิ่มรายได้หนักเข้าไป
เกษตรกรคนไหนไม่มาขาย ก็อย่าหวังว่าจะสะดวกสบาย ต้องขึ้นโรงขี้นศาล ข้อหาแมวๆ ใช้น้ำส่วนกลางมากไป โกงน้ำ เป็นต้น

ยิ่งมายิ่งร่ำรวย ยิ่งมายิ่งมีแต่คนเกลียดชัง

เรื่องมะเขือเทศ ให้ประชาชนเอามาลงขันสร้างนิคม จะนำเครื่องมือมาแปรรูป เป็นซอส ส่งขายทั่วทุกมณฑล ทำสัญญาประชาคม ใครจะเข้าร่วมให้เอาที่ทาง เงินทองมาร่วม สมัคร และมี กำหนดโควต้าทุกเดือนปี ต้องเอามะเขือเทศ มาส่งจำนวนแน่นอน ใครทำไม่ได้ มีค่าปรับ

การค้าที่ไม่ต้องลงทุนแบบนี้ ทำให้เปลี่ยนสถานะจากนายอำเภอ มาเป็นประธานในกรรมการระดับชาติได้โดยใช้เวลาไม่นาน


ด้วยนโยบาย " มีเท่าไร กินเท่านั้น " เหอๆ

ด้วยความสามารถในการ "กินหมดเท่าที่มี"

มีความสามารถในการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ รู้จักเจ้าที่ ให้ผู้ใหญ่ กินผู้น้อย ตำแหน่งเจริญก้าวหน้า

ได้เข้าไปอยู่ในเขตเมืองหลวง ด้วยตำแหน่งกำกับการค้า

หลังจากนั้น มีหนทางติดต่อ วงการบัณฑิต ที่คอยแนะนำชี้แนะ เป็นที่ปรึกษาให้กับทาง เสนาผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง

จึงสามารถตั้งสมาคมการค้า การเกษตรได้ในเมืองหลวง เอาตำแหน่งหัวหน้าสมาคมที่มีคนทำงานเพียงไม่กี่คน ไปลงนามขอเข้าเฝ้า ถวายข้าวของแก่ราชสำนัก

เพียงแค่นี้ชื่อสมาคมก็ปรากฏเป็นหลักเป็นฐาน น่าเชื่อถือ

สามารถสร้างชื่อ แทรกเข้าไปในสภาฯขุนนาง ให้อ้างกล่าวถึงได้ ด้วยวิธีนี้ ทำให้ ทางราชสำนักตื่นตัวเป็นอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะเอี้ยกงกง ปรารถนาที่จะได้คนเยี่ยงนี้มาใช้งาน เป็นยิ่งนัก

เพราะรู้ว่า คนที่ซื้อได้ นั้นมันเป็นคนเช่นไร

เฮียะพะบุ้ง เอย เฮียะพะบุ้ง ชีวิตคงไม่ ไพบูลย์ ต่อไป


To be continuted 須載 โปรดติดตามตอนต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 5 ฝ่ามือยูไล .. ไร้กระบวนท่า

บทที่ 5  ฝ่ามือยูไล .. ไร้กระบวนท่า



"สมควรตื่นได้แล้ว เดี๋ยวก็ไปไม่ทันหรอก  เค้ามีประทักษิณกันแต่เช้านะ " เสียงแม่ดังเข้ามาในโสตประสาท ปลุกให้สมควร รีบลุกแต่งตัวชุดขาวโดยไว...
 บุญใคร ก็บุญใคร ใครทำใครได้   " แม่ๆ รอด้วย ไปวัดด้วย"

...
..
ไปวัด... ม้าน้าว ทนกล้ำกลืนฝืนใจ สมัครเข้าเป็นศิษย์ สำนักฝ่าซันซือ
        เล้าอุกอิก เป็นประธานใหญ่ในการบูรณะ หอไตร

ปีต่อมา ม้าน้าว ชกต่อย ทะเลาะกับศิษย์รุ่นน้อง เรื่องจากแย่งของกินกัน
        เล้าอุกอิก เป็นประธานปิดทองคำพระประธาน

อีกสองปีต่อมา ม้าน้าววางแผนแกล้งศิษย์ทั้งสำนัก ทำลายระบบน้ำ ไม่ให้มีใช้เป็นเดือน โดยจับหาคนลงมือทำไม่ได้  แต่ก่อนที่ ต้าซือเจ้าสำนักจะจัดการอะไรลงไป
        เล้าอุกอิก เสนอบูรณะพระอารามทั้งหลัง

ท่านเจ้าสำนักคิดถึงวันที่ เล้าอุกอิกได้นำ ม้าน้าวมาฝาก มีเหตุผลที่รับไว้เหตุเดียวคือ ม้าน้าวตกอยู่ในอันตราย หากไม่ให้อยู่ในความดูแลของท่านต้าซือ ขอเพียงวันไหนก้าวเท้าออกจากวัดแม้แต่ก้าวเดียว วันนั้นจะเป็นวันสุดท้ายชีวิตของม้าน้าว



ม้าน้าวก็รู้ตัวดี แม้จะเกเรแกล้งเพื่อนก็ทำไปเพราะนิสัยที่ทนเห็นคนทำดีไม่ได้
ใครพับผ้าวางไว้ดีๆ ก็เอานิ้วไปเขี่ยให้กองล้ม
ใครวางไม้กวาดเป็นระเบียบ ก็แกล้งเดินใกล้ๆ ให้ล้มระเนระนาด

แต่ก็ไม่เคยออกจากวัดไปแม้สักก้าวเดียว เพราะความกลัวเอี้ยกงกงขึ้นสมอง


ภายหลังเริ่มมีเรื่อง ข้าวของสมุด พู่กัน ที่ใช้ในการเรียน มักจะถูกทำลาย หาย ไปจากที่เก็บ  เมื่อไปตรวจสอบก็จะพบว่า หลังจากใครทำได้คะแนนดี คืนนั้นก็จะต้อง มีสมุดหาย มีพู่กันพัง  ด้วยฤทธิ์อิจฉา  ท่านต้าซือเจ้าอาวาสก็ทราบดีว่า ฝีมือใคร แต่เห็นแก่ความเมตตา ความเป็นตายของศิษย์ หวังว่าจะสามารถอบรมให้เปลี่ยนใจได้บ้าง

เล้าอุกอิก เมื่อทราบข่าวก็แสนจะกลัวว่าท่านเจ้าอาวาสจะไล่ บุตรของตน ออกไป ก็คิดว่าการช่วยเหลือในเรื่องที่ทำได้ ก็ทำไป เจ้าอาวาสก็ไม่ใส่ใจ อยากทำอะไร ที่เป็นประโยชน์ก็ทำ

เรื่องราวก็ดำเนินมาในลักษณะนี้ ผ่านไปสิบปี  ม้าน้าวไม่ชอบฝึกฝนวิทยายุทธขั้นพื้นฐาน ยืนนานๆ เป็นหลายๆ ชั่วยาม  จะรอเอาแต่ วิชาฝ่ามือยูไล วิชาเดียวเพื่อให้ได้ตามเจตนาของเอี้ยกงกง ที่สั่งไว้



ศิษย์ร่วมสำนักรุ่นเดียวกัน ต่างก็มีร่างกายกำยำแข็งแรง วิทยายุทธรุดหน้า
ม้าน้าว ร่างกลม ดุจซาลาเปา พุงพลุ้ย เพราะเอาแต่บ่นว่า เพื่อนพ้องแย่งที่ฝึก  เวลาเข้าสู่ช่วงทำวัตรภาวนา  ก็จะหลบไปทำท่าฝึกเล็กน้อย แล้วก็มักจะหลบไปพักเหนื่อย
ศิษย์ร่วมสำนัก เอือมระอากับการกระทำ แต่ ก็เข้าใจเหตุผลที่ ท่านเจ้าสำนักทนกล้ำกลืน

" ซือแป๋ ลำเอียง  ๆๆๆๆ   สอนแต่คนอื่น ไม่สอนนาว แง แง แง " ม้าน้าวร่ำร้อง ถีบเท้าไปมา
" ฮือ ฮือ ซือแป๋ สอนฝ่ามือยูไล ให้กับตั่วเฮีย ยี่เฮีย ยังพอทน  นี่อาตี๋ น้องเล็กที่มาทีหลัง ก็ได้เรียนแล้ว นาวไม่เข้าใจ ซือแป๋ ลำเอียงๆๆๆๆ "

ม้าน้าวดิ้นพลาดๆ อยู่กลางลานฝึก
ไม่รักการฝึกฝน  ไม่ชอบความลำบาก  ไม่มีความอดทน  ไม่ทนอด ไม่ทนคำสอน ไม่ทนอะไรทั้งสิ้น จะเอาอย่างเดียว เอาฝ่ามือยูไล


ดิ้นไปพักใหญ่ ก็หยุดนิ่งไม่ไหวติง หลับตาครุ่นคิด

เหล่าศิษย์ร่วมสำนัก หันมามอง เอาเท้าเขี่ยๆ ดูว่า ม้าน้าวยังมีชีวิตอยู่ไหม ทำไมหยุดดิ้นไปแล้ว
พอเท้าแตะ โดนม้าน้าวเท่านั้น

ม้าน้าวร้องเสียงโหยหวน "ซือแป๋ ๆๆ ศิษย์ถูกรังแก  โอ้ย โอ้ย  แขนหักแล้ว "

"เฮ้ย มันมีมุกใหม่แล้ว"  เสียงศิษย์พี่ศิษย์น้อง หัวเราะร่วน

"พวกเจ้าไม่ต้องมาหัวเราะ จำไว้วันหน้า ข้าจะหัวเราะ ให้ดังกว่า บนความพินาศของพวกเจ้า "



ม้าน้าว เริ่มใช้หัวอันกลมกลิ้ง วางแผนชีวิตระยะยาว  เราจะหนีออกจากสำนักก็คงต้องหนีพวกของเอี้ยกงกง ไปให้ไกล ไปอัพเกรดที่อิงกั๋ว (ประเทศอังกฤษ)  กลับมาเมื่อไหร่ เราจะเป็นผู้ทรงภูมิความรู้ ไม่ใช่ พวกที่ใช้แรงดุจกระบือ อย่างพวกนี้ เหอ เหอ



ซือแป๋ มี 72 ฝ่ามือยูไล พิชิตไปไร้ผู้ต่อต้าน แต่กลับมาหลบสงบนิ่งอยู่ในสำนัก ไม่ไปยึดยุทธภพ ตั้งตนเป็นใหญ่ ช่างน่าเสียดาย

เราจะใช้ ฝ่ามือนี้ กับลิ้นที่ไม่มีกระดูก ไม่มีกระบวนท่า ล้มซือแป๋ ล้มเอี้ยกงกง พิชิตไปทั่วแผ่นดิน เพื่อขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของยุทธภพ

ตัดใจเช่นนี้แล้ว ....​ก็หลบหนีออกไปตามทางที่วางแผน



To be continuted 須載 โปรดติดตามตอนต่อไป

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 4 อั้ง ยี่ .. กลัวไปหมด

บทที่ 4  อั้ง ยี่  .. กลัวไปหมด


แดงเฉิดฉายบาดตา บนชายผ้านางระบำ ที่กำลังหมุนตัวไปตามเสียงของเพลงที่เร่าร้อน
แดงดุจเดียวกับสีเลือด ที่ฉีดออกจากลำคอ


ดัชนีโลหิต..

วิทยายุทธฝ่ายมาร หายไปจากยุทธภพห้าสิบปี กลับมีผู้ฝึกสำเร็จ
เปลี่ยนแปลงคนจาก ขาวเป็นดำ จากชายเป็นไม่ชายไม่หญิง  จิตวิปริต


แต่เป็นวิชาไร้ผู้เทียมทาน



"ฝ่ามือขจัดดัชนี  พระไม่อยู่ โลหิตเปื้อนปฐพี" 




กลัวแต่ผู้ฝึก 72 ฝ่ามือยูไล ที่จะกำราบ

"""""""""""""

"""""


แคก แคก เสียงไอเบาๆ ของปังเตอหลูเอี้ยกงกง ทำเอาขันทีน้อย ถึงกับสะดุ้ง

"ไปตาม ท่านหัวหน้าองครักษ์มาหาข้าหน่อย"  ขันทีน้อย โค้งหัวแทบติดพื้นรับคำสั่ง  วิ่งออกไปด้วยความเร็ว


"มันตกใจอะไรของมัน "



มีกระดาษตกอยู่ชิ้นหนึ่ง มีตัวหนังสือ เขียนสั้นๆ  คืนนี้ ยามสองไม่พบไม่เลิก ที่เดิม

ดวงตาที่มองตัวหนังสือ แข็งกร้าวราวมีไฟพวยพุ่ง
เพราะชีวิตที่ ต้องเข่นฆ่า ขจัดผู้ที่อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ
เพราะการใช้คนตายเป็นบันไดขึ้นไปสู่ความสำเร็จ
ทำให้เกิดความระแวงในทุกสิ่ง


"คืนนี้ มันจะไปเจอใครที่ไหน หรือมันจะใช้วิธีไหน มาฆ่าเรา"  ขันทีเฒ่า รำพึง มือกำกระดาษจนป่นเป็นผง

....
..

เล้าอุกอิก  นอกจากจะผูกไมตรีกับเสนาอำมาตย์ผู้ใหญ่ ผู้น้อย แล้ว ขันทีน้อยที่ทำหน้าที่สำคัญๆ เล้าอุกอุกก็มีการวางเครือข่าย ผูกไมตรี มักจะส่งของกินเล่น ของใช้ต่างเมือง ไปให้เสมอ ทำให้สามารถเข้าถึงทุกส่วนในราชสำนัก

ใหม่ๆ เล้าอุกอิก ก็ไม่ได้ตั้งใจจะวางโครงข่ายสิ่งใด เห็นแก่เด็กขันที ที่ทั้งลำบาก ทั้งน่าสงสาร งานหนักพูดไม่ได้ ไร้ชื่อเสียง ไร้อีกหลายอย่าง

เล้าอุกอิก รักเด็กเห็นขันทีน้อยๆ ที่ทำงานกันตัวเป็นเกลียวตั้งแต่เล็ก ก็นึกถึงม้านาว บุตรคนเดียวที่มีทีท่าว่าจะเป็นอันธพาลประจำเมือง วันๆไม่ทำสิ่งใดให้เกิดประโยชน์  จะกินจะนอน เรียกหาแต่คนมารับใช้ ช่างน่าสมเพช

เล้าอุกอิก ปีหนึ่งกลับมาถึงบ้านเมืองหลวงไม่กี่วัน  แต่ละวันก็หมดเวลาไปกับการเอาข้าวของ เงินทองไปเดินเล่น แจกจ่ายอำนวยความสะดวกในการทำการค้า

.....
..
" แม่ คืนนี้ คนชุมนุมกันเพียบเลย  "
" เอ็งจะไปไหมล่ะ "
" แม่ ไปเหรอ "
" ผมเขียนงานน่ะแม่ แม่กลับอย่าถึงเช้านะ ผมขี้เกียจต้มมาม่า"
" เออน่ะ ไม่ต้ม เอ็งก็ไปเซเว่นแล้วกัน"

.......
..

อั้งยี่(ตัวหนังสือสีแดง หมายถึงพรรคฟ้าดิน)  รวมตัวกันในเขตชนบท ต่อต้านราชสำนัก ด้วยความรู้สึกไม่เป็นธรรม  มีการสร้างโครงข่ายติดต่อ ผ่านพรรคกระยาจก มีการส่งรหัสลับ ในการติดต่อ สั่งการ

เล้าอุกอิก ก็ได้รับข่าวสารการรวมตัวต่อต้าน มีข้อมูล พรรคเหนือ พรรคใต้ ข่าวนี้ถ้าไปถึง เอี้ยกงกงได้ เล้าอุกอิกคิดว่า คงได้รับบำเหน็จรางวัลสมราคาข่าว

"ครั้งนี้ นับเป็นการค้าไม่มีขาดทุน  ขายข่าวนี้อาจจะได้ ร้านในเมืองหลวงเพิ่ม ฮิฮิ ฮิฮิ"

คืนนี้ เล้าอุกอิก บอกพวกเด็กน้อยขันที ทั้งหลาย ให้มารวมกัน มีของเอาไปกำนัล  ขันทีน้อย เขียนจดหมายลับถึงกัน

คืนนี้ ยามสองไม่พบไม่เลิก ที่เดิม

เล้าอุกอิก มีเส้นสายภายในวังหลวง เดินเข้านอกออกใน ไปถึงชั้นที่ไม่หวงห้ามได้ตลอดเวลา  ค่ำนั้น หลังจากนำยาสมุนไพรชนิดต่างๆ ที่แพทย์หลวงสั่งไปส่งให้เรียบร้อยแล้ว จึงเดินไปที่ ห้องหับที่พวกขันทีน้อยแอบมาหลบนอนกินขนมกัน

เปิดประตูเข้าไป เสียงเฮ ดังลั่น ขันทีน้อยมองตามมือของเล้าอุกอิกที่มักจะหอบของมาให้

"ให้ข้าเข้าไปก่อน ให้ข้าเข้าไปก่อน "  เล้าอุกอิก ทั้งพูดทั้งดันตัวเด็กน้อยขันทีทั้งหลาย เข้าไปในห้อง

แม้ว่าจะไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตอะไรกับของที่ให้ แต่การที่ให้คนนอกอย่างเล้าอุกอิกมาพบกับคนรับใช้ใก้ลชิด ที่เข้านอกออกใน ในวังในได้นั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำได้

แต่ด้วยความไว้ใจ และเห็นกันมานาน พวกทหารยามทั้งหลาย ก็ได้ลาภไปด้วย

" เอาของกงกงน้อย ทุกคน เหมือนกันๆ "  เล้าอุกอิก มอบของให้เด็กน้อยขันที ด้วยความนอบน้อม

เด็กน้อย ส่งเสียง ขอบคุณ ทั้งของใช้ และเงินก้อนเล็กๆ สี่ห้าก้อน  สะท้อนแสงแพรวพราว

"มา มา คืนนี้ ใครไม่หมดตัวห้ามกลับ"

ขันทีน้อย ที่ทำหน้าที่อยู่กับเอี้ยกงกง ส่งเสียง ชวน

เสียงกรุ๊งกริ๊ง ของลูกเต๋า วิ่งวนลงไปในชาม  เสียงตะโกน ที่ตัวเองแทงไว้ ดังกระหี่ม
อั้ง(แดง)  คู่  คี่  ยี่ (สองในภาษากวางตุ้ง)  บนลูกเต๋า สีแดง มีหนึ่งกับหก  แทงแบบ เอาสีดำ สีแดง
เสียงเชียร์ตะโกนกัน

ทันใดนั้น ประตูห้องที่ลงกลอนไว้ พลันแตกกระจาย  ใบหน้าที่ปราศจากแววปราณี ดวงตาที่แทบจะมีแสงพวยพุ่ง เพ่งมองไปรอบห้อง

เล้าอุกอิก .. ลุกขึ้น น้อมตัวหัวจรดพื้น เห็นผู้ที่ปรากฏกาย ดูจากสีหน้าแล้ว คืนนี้เอาชีวิตกลับไปได้ ก็ถือว่ากำไร

"ท่านเอี้ยกงกง  ดึกแล้ว "
"แคก แคก  เล้าอุกอิก บังอาจนัก  "

ขันทีน้อยทั้งหลาย เงียบกริบดุจปากถูกเย็บ นั่งนิ่งเป็นหินแกะสลัก หมอบอยู่กับพื้นไม่กล้าแม้กระทั่งเงยหน้ามอง ฝ่าเท้า เอี้ยกงกง

ข้าได้ยินเสียงโห่ร้อง สนับสนุน อั้งยี่ ดังไปไกลกลบวังหลวง  พวกเจ้าบังอาจนักกินในเอาใจออกห่าง สมควรตายกันทั้งหมด..

ขนหลังเล้าอุกอิกลุกไล่ไปถึงศีรษะ  เย็นวาบเข้าไปในทรวงอก  มองเห็นอนาคตของเด็กน้อยทั้งหลาย คงอยู่ไม่ถึงเห็นแสงตะวัน

คิดวนเวียนแล้ว แทนที่จะก้มลง กลับถอดแหวนหยกสามวงใส่ฝ่ามือยกขึ้นท่วมหัว  แสงของหยกสาดส่องชอนไชนัยน์ตา ที่แข็งกร้าว

แสงอ่อนนุ่ม เขียวขจี ช่างมีมนต์สะกด ทำเอาสายตาที่แข็งกร้าว แปรเปลี่ยน

"เล้าอุกอิก  ดัชนีของเราฆ่าคนมามากมายก่ายกอง  เจ้าคิดว่าแหวนของเจ้าจะทำอะไรเราได้"
เสียงของเอี้ยกงกง เปลี่ยนเป็นนุ่มนวลเล็กน้อย




"แหวนของข้าพเจ้าย่อมทำอะไรดัชนีปาฏิหารย์ของท่านไม่ได้ แต่ว่าแหวนแต่ละวงนี้ต้องแลกมาด้วยทองคำสามพันชั่ง ย่อมเหมาะสมกับดัชนีที่คู่ควร"

ตาที่แข็งกร้าวกลับกลายเป็นวูบวาบตามแสงไฟกระทบ กับแหวนหยก

เล้าอุกอิก หมอบคลาน เอาแหวนเข้าไปให้กับ เอี้ยกงกง อย่างนอบน้อม

"ทำไมมันพอดีกับนิ้วข้า มาก  แคก แคก"



"หยกเลือกนาย เป็นเช่นนี้ ทุกครั้งที่ข้าอยากจะใส่ แต่มิเคยใส่ได้สำเร็จ เพราะจะทำให้ปวดหัวตัวร้อน นิ้วพาลจะเปื่อย เหมาะกับท่านกงกง แท้แท้"  ลิ้นแชล็คเริ่มปฏิบัติการ

"เมื่อสักครู่ เจ้าทำอะไร เล้าอุกอิก" เอี้ยกงกง หันไปมองเด็กน้อยขันที
" อ้อ ข้าน้อย นำขนมเล็กน้อย มามอบให้แก่กงกงน้อย  กงกงน้อยออกจะดีใจเสียงดังไปบ้าง กลางคืนดึกดื่นแบบนี้ คงได้ยินไปไกล ข้าน้อยขออภัย"

" เจ้าก็รู้ว่าถังหรือขันแดงนั้น ข้าไม่ชอบทำไมใส่ขนมมาให้เหล่าขันทีน้อย" เริ่มตีรวนเล็กน้อย 

"แล้วที่บอกว่า อั้ง ยี่ อั้ง ยี่ (แดง คู่) นี่มันอะไร" เอี้ยกงกง มองเห็นลูกเต๋าไหลริน ก็พอจะเดาได้ว่าตนเองเข้าใจผิดไป

" ไม่นะ ท่านกงกง  เหล่ากงกงน้อย ร้องเล่นกัน ที่ตัวเองพนันต่อรอง ลูกเต๋า  แล้วที่ข้าน้อยได้ยิน ก็ได้ยินว่า อึ้ง ยี่ อึ้ง ยี่(เหลือง คู่) " เล้าอุกอิก ลื่นไหล  คิดเปลียนเรื่อง

"ท่านกงกง มีพลังฝีมือเลิศล้ำ เพียงแค่กรีดนิ้ว ประตูไม้หนาถึงกับแตกกระจาย ช่างเป็นยอดวิชาไร้ผู้ต่อต้าน"

เอี้ยกงกง ชอบคำสรรเสริญเป็นชีวิต เพราะฝีมือที่ฝึกมาได้ จะไปจัดการกับใคร ก็ไม่มีใครใครมายุ่งด้วย กว่าจะผ่านองครักษ์มากมาย ดังนั้นฝีมือที่ฝึกได้ยากเย็น แล้วรักษามาได้ถึงวันนี้ ไม่มีใครได้เห็น ช่างเป็นเรื่องเสียเปล่าแท้ๆ

"เมื่อเกือบร้อยปีที่แล้ว ข้าได้ยินว่า มีวิชาดัชนีที่เป็นสุดยอด ไม่รู้ว่าจะสามารถเทียบได้กับวิชาดัชนีของ กงกงได้ไหม"

" แคก แคก  อันนี้ก็ไม่รู้ซินะ " กงกงยิ้มอย่างภูมิใจ

" เล้าอุกอิก เจ้านี่เหมาะที่จะทำงานให้ข้าจริงๆ  เจ้ามีลูกชายวัยไม่ถึงสิบขวบใช่ไหม" เอี้ยกงกงถาม

เหงื่อผุดขึ้นมาบนใบหน้า อย่างไม่รู้ตัว เมื่อถูกถามถึงลูกชาย จากความคิดว่า เสียแหวนไปสามวงแทบขาดใจ แต่ได้ชีวิตกลับคืนมา ก็คุ้มค่า ดีกว่าไม่เสียแหวนแต่เสียชีวิต  แต่ถ้าเอาลูกชายไปทำขันที สกุลเล้าคงหมดสิ้น ในรุ่นที่สิบห้า

"ลูกชายของข้า ขัดหูขัดตา ทำอะไรไม่เป็น ว่ายาก สอนยาก อยู่กับใครก็ลำบาก " เล้าอุกอิกรีบบอก
" เหอ เหอ ดีมาก ที่ข้าต้องการ คือเด็กมีปัญหานี่แหละ แสดงว่ามีความคิด อยู่ที่ไหนก็เดือดร้อนที่นั่น "
แคก แคก  แคก
"พรุ่งนี้ ให้เอาลูกชายเจ้า ไปฝากฝังไว้กับ วัดฝ่าซันซือ บอกมันว่า ถ้าฝึก 72ฝ่ามือยูไลไม่ได้ ข้าจะไปฆ่ามันเอง  แต่ถ้าฝึกสำเร็จเมื่อไร ข้าจะมอบทุกอย่างให้ " แคก แคก ดวงตาแวววาว



เหนือความคาดหมาย แม้ตามความคิดเอี้ยกงกง ไม่ทัน แต่ก็ไม่กล้าขัดอะไร พรุ่งนี้ ..​

เล้าน้อย จับโหงวม้านาว  ชีวิตก็เปลี่ยนไป


To be continuted 須載 โปรดติดตามตอนต่อไป